วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2561

8เรื่อง ที่ต้องตีลังกาคิด เพื่อเข้าใจชีวิตได้ดีขึ้น





คิดเหมือนเดิม ชีวิตก็เหมือนเดิม ..
ตีลังกาคิด ชีวิตอาจเปลี่ยนแปลง !! ...
”เราสามารถให้โอกาสชีวิต ด้วยการตีลังกาคิด เปลี่ยนชีวิตด้วยตัวเรา”

1. ‘คำว่า ผู้ผลิต กับ ผู้บริโภค มันไม่มีเส้นแบ่งแล้ว’ ...คนเสพเพลง เสพคอนเทนต์ วันนี้สามารถลุกขึ้นมาสร้างเพลง สร้างวีดีโอ สร้างคอนเทนต์ ได้ทันที - จากคนเสียเงิน เปลี่ยนเป็นคนสร้างเงินได้ทันที

...

2. ‘คำว่า ลูกจ้าง กับ นายจ้าง มันก็แทบไม่เหลือเส้นแบ่ง’ ...เดิมทีนายจ้างคือ คนที่ใช้สมองเยอะ ออกแรงน้อย ..ส่วนลูกจ้าง คือ คนที่ใช้สมองน้อย ออกแรงเยอะ ...แต่วันนี้ลูกจ้างที่หนึ่ง ก็สามารถเป็นนายจ้างอีกที่หนึ่ง ...ออนไลน์เปิดกว้างให้คนธรรมดาเป็นเจ้าของธุรกิจตัวเองได้ ถ้ามีความสามารถ

...

3. ‘คำว่า เกษียณ หมดอายุไปแล้ว’ ...ยุคผมจะฮิต เรื่องเกษียณเร็ว แต่พอผมได้คุยกับคนรุ่นใหม่ยุคนี้ เขาสวนกลับมาว่า

 ‘แทนที่จะทนทำงานที่ตัวเองไม่ชอบ แล้วรีบๆ เกษียณ ...ทำไมไม่สร้างงานที่เราชอบจริงๆ แล้ว ทำมันด้วยความรักและความสนุกชั่วชีวิต’ 

....แม่งโคตรโดน!! (จริง!! คนจน คนไม่สำเร็จ มองงานเป็นความทรมาน ความทุกข์ ...คนรวย คนสำเร็จ เขาสร้างงานที่สนุก แล้วทำตลอดไป)

...

4. ‘คำว่า คนรวย กับ คนจน ไม่ได้วัดจากเงิน’ ..ยุคนี้เงินไม่ได้หายาก เพราะคนที่หาเป็นจะหาได้แทบไร้ขีดจำกัด ..แปลว่า เงินไม่ได้จำกัด ...สิ่งที่ทุกคนมีจำกัดคือ เวลาต่างหาก ...ดังนั้น รวยหรือจน ในยุคนี้ วัดกันที่ ‘ความสามารถในการเลือกใช้เวลาในสิ่งที่ชอบ’

(คนจน ต้องใช้เวลาชีวิตทำสิ่งที่ไม่ได้ชอบ อันนี้เรียกว่า จน ...คนรวย เลือกใช้เวลาชีวิตทำสิ่งที่ชอบ ..ไม่ได้เกี่ยวเลยว่า มีเงินล้นฟ้า แต่วัดกันที่ความฉลาดในการเลือกใช้เวลาชีวิตที่มีอยู่จำกัด อย่างมีความสุข

- คนที่ฉลาดใช้เวลา จะมีของแถมในชีวิต คือ ได้สร้างผลงาน และ ตำนาน ที่ฝากเอาไว้เป็น แรงบันดาลใจ และ สร้างประโยชน์แก่คนรอบๆ ตัว)

...

5. ‘คำว่า เด็ก กับ ผู้ใหญ่ ไม่ได้ใช้อายุวัดอีกต่อไป’ ...สมัยก่อนคนอายุน้อยคือเด็ก อายุเยอะคือผู้ใหญ่ ...ซึ่งยุคนี้ คนเราไม่ได้เติบโตตามอายุที่มากขึ้น ...คนจำนวนมากในยุคนี้ที่อายุเยอะ แต่ความเป็นผู้ใหญ่ไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย

สิ่งที่ใช้วัดความเป็นผู้ใหญ่ คือ การยอมรับข้อผิดพลาด เรียนรู้ และเติบโตทางความคิด จากมัน ...ใช่!! ความกล้าหาญทางปัญญา คือ สิ่งที่ผู้ใหญ่ต่างจากเด็ก

...

6. ‘คำว่า ผู้นำ และ ผู้ตาม ไม่ได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่การงานเป็นตัววัด’ ...อันนั้นเรียกว่า หัวโขน ...พอออกจากตำแหน่งเมื่อไหร่ ทุกคนเลิกให้ความสนใจ โดนเหยียบย่ำ นั่นแปลว่า สิ่งนั้นคือ หัวโขน


แต่การเป็นผู้นำ คือ การแสดงความกล้าหาญ ในจุดที่ตัวเองอยู่ ...กล้าพูดความจริง ..กล้ายอมรับความจริง ...กล้าที่จะแก้ไขความคิดและความเชื่อที่ล้าสมัย

จริงอยู่ โลกเรา ไม่มีอะไรที่ถูกหรือผิดอย่างแท้จริง ...มันขึ้นกับความเหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา

ดังนั้น ผู้นำ คือ คนที่กล้าเลือก กล้ายืนหยัด และ กล้ายืดหยุ่นที่จะเรียนรู้และเติบโต

...

7. ‘คำว่า ผู้ให้ กับ ผู้รับ สามารถสลับกันได้ตลอดเวลา’ ...ไม่มียุคใดในโลก ที่คนเราจะสามารถเปลี่ยนเป็นผู้ให้ได้อย่างง่ายดายเท่าโลกยุคนี้ ...ผู้รับยุคนี้ สามารถลุกขึ้นมาเป็นผู้ให้ได้ทันที

ให้แรง ให้ความรู้ ให้ความคิด ให้โอกาส ให้กำลังใจ ให้ความสนุก

เคล็ดลับของผู้ให้ ก็คือ คนที่จะก้าวไปเป็นผู้นำ ผู้ได้รับโอกาส ความสำเร็จ และ ได้รับความสุข

...

8. ‘คำว่า สำเร็จเร็ว หรือ ช้า ไม่ได้มีความหมายจริงๆ กับชีวิต’ ...ยุคนี้เราให้ความสำคัญกับความเร็ว ..สำเร็จเร็ว รวยเร็ว ทุกอย่างเร็ว โดยลืมคิดไปว่า ชีวิตเราจริงๆ เป็นวงกลม เป็นวัฏจักร ไม่ได้เป็นเส้นตรง

ไม่ว่าคนรวย คนจน คนมีชื่อเสียง คนไม่มีชื่อเสียง ก็ล้วนมี ปัญหา และ ความสุข ในแบบของตัวเอง

คนที่ไม่มีความสุขเลย คือ คนที่พยายามเอาวัฏจักรชีวิตของตัวเรา ไปเทียบกับคนอื่น เพราะ โอกาสและข้อจำกัด ในแต่ละช่วงชีวิต ของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน


ลองเปิดใจ แล้วทำความเข้าใจ วัฏจักรโอกาส และข้อจำกัด ชีวิตของตัวเราเอง จะพบว่า เราใช้ชีวิตมีความสุขมากขึ้น เราสนุกและเราสำเร็จ ในแบบของเราเอง

ไม่มีคนเก่งที่สุด - ไม่มีคนรวยที่สุด - ไม่มีคนทุกข์ที่สุด - ไม่มีคนสุขที่สุด - คนที่อำนาจสูงสุด ก็คือ คนไร้อำนาจที่สุดในเวลาเดียวกัน ...หากเข้าใจ เราจะเลือกใช้ชีวิต ด้วยปัญญา ในจุดดีที่สุด ในจุดที่เราเลือกยืน !!

CR: ภาววิทย์ กลิ่นประทุม


แอดขอรับข้อมูลดีๆ
เพิ่มเพื่อน

วันจันทร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2561

รวม 7 พื้นที่ฟรีๆ สำหรับเขียน Blog พร้อมเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียของแต่ละตัว



ในยุคที่หลายคนเริ่มนิยามคำว่า Blogger เป็นอาชีพ จึงเริ่มมีบางท่านมองหาช่องทางในการทำอาชีพนี้ ซึ่งกำแพงแรกที่ต้องเจอคือใช้พื้นที่ไหนเขียน Blog ดีหล่ะ ในเมื่อไม่ได้มีความรู้ในเรื่อง technical มากนัก จะลุยเขียนเว็บเองก็คงใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะได้เขียน Blog กัน สมัยนี้มีทางเลือกมากมายในการเขียน Blog แค่สมัครสมาชิกก็สามารถใช้งานได้ทันที ที่สำคัญคือฟรีด้วย แต่ถ้าอยากได้ชื่อ Domain เป็นของตัวเองก็ต้องเข้าไปจ่ายเงินอีกที เอาเป็นว่าขอให้มีระบบสำหรับเขียนก่อน ทางเลือกมากมายที่ว่าก็จะมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป ลองมาดูว่าแบบไหนที่เหมาะสมกับงานของเรามากที่สุด

storylog.co เป็นพื้นที่สำหรับเขียน Blog ที่มีผู้ใช้งานเป็นจำนวนมาก และมีคนดังๆ หลายคนเลือกใช้ เป็นเว็บที่เน้นเล่าเรื่องง่ายๆ เขียนเร็วๆ สามารถเขียนบนสมาร์ทโฟนได้สบายมาก ใช้งานง่ายมาก เรียกว่าใครใช้ Microsoft Word ได้ ก็ใช้ storylog ได้แบบชิวๆ
ด้านในเว็บของ storylog.co เองก็จะมี Community เล็กๆ สามารถกด Follow เพื่อติดตามบทความของคนที่เราชอบได้ และสามารถไปแสดงความคิดเห็นในบทความของคนอื่นได้
ข้อดี :
  • ใช้งานง่ายมาก ง่ายตั้งแต่การสมัครยันเขียนเลยทีเดียว
  • เว็บไซต์สวยงาม สบายตา ตัวหนังสืออ่านง่าย
  • เขียนบนสมาร์ทโฟนได้ แถมยังมีแอพให้ใช้งานทั้ง iOS และ Android
  • ผู้พัฒนาเป็นคนไทย เมื่อมีข้อสงสัยหรืออยากแนะนำเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ทันที

ข้อเสีย : 
  • เครื่องมือการใช้งานน้อยมาก
  • อัพรูปภาพได้แค่รูปเดียวคือรูป Cover ของบทความเท่านั้น
  • จัดหน้าตาได้ไม่เยอะมากนัก ทำให้บทความยังไม่มีความโดดเด่น

wordpress.com พื้นที่สำหรับการทำเว็บไซต์ฟรี โดยระบบข้างหลังบ้านจะใช้เป็น WordPress สำหรับมือใหม่อาจจะต้องเรียนรู้การใช้งานเว็บไซต์เล็กน้อย แต่ไม่ถึงกับซับซ้อนมากนัก ระบบค่อนข้างเสถียรและ SEO ค่อนข้างดี
โดยเราจะใช้พื้นที่ฟรีบน WordPress.com ที่เค้าตั้งค่ามาให้ทุกอย่างแล้วสามารถใช้งานได้ทันทีหลังจากสมัคร โดยชื่อเว็บไซต์จะเป็นชื่อที่เราต้องการ ตามด้วย .wordpress.com เช่น Nokkaew.wordpress.com ถ้าเราต้องการชื่อ Domain เป็นของตัวเอง หรือติดตั้ง Plugin เพื่อเพิ่มฟีเจอร์ต่างๆ เพิ่ม ก็ต้องจ่ายตังเล็กน้อยเป็นรายปี
ข้อดี :
  • ได้ใช้งานระบบเว็บไซต์ที่เป็นที่นิยมระดับโลก
  • SEO ค่อนข้างดี ติดหน้าแรกบน Google ได้ง่าย
  • ระบบเบื้องต้นให้มาค่อนข้างครบ
  • มีผู้ใช้งานเยอะมาก เมื่อติดปัญหาสามารถค้นหาทางแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว

ข้อเสีย : 
  • มีอาการโหลดช้าบ้างเป็นบางครั้ง
  • สำหรับผู้ที่อยาก Advance ต้องจ่ายเงินถึงทำได้ แนะนำโหลด WordPress.org มาติดตั้งบน Server เช่าดีกว่า
  • ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้สักพักหนึ่งถึงจะใช้งานได้คล่อง
Website : wordpress.com

Bloggang.com ระบบเว็บไซต์ที่สร้างขึ้นมาสำหรับใช้งานเป็น Blog โดยเฉพาะ ซึ่งคนทำก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ทีมงาน pantip.com นั่นเอง ระบบอาจจะดูเก่าไปบ้างเพราะก็ทำมานานมากแล้ว (แต่เห็นว่าแอบซุ่มทำ Version ใหม่อยู่นะ) แต่ก็ยังใช้งานได้ดีอยู่นะ
ระบบข้างในจะค่อนข้างเป็นสังคมของ Blogger อย่างชัดเจน แต่ละบทความสมาชิกข้างในจะเข้ามาเห็น และผู้เขียนแต่ละคนก็จะมีปฏิสัมพันธ์กับผู้เขียนท่านอื่นอย่างต่อเนื่อง เหมือนเป็นเพื่อนบ้านกัน
ข้อดี :
  • มีสังคมจากผู้ใช้งาน Bloggang.com ด้วยกัน
  • มีโอกาสที่ pantip.com จะนำไปโปรโมทด้วย
ข้อเสีย : 
  • ระบบค่อนข้างเก่าแล้ว
  • ใช้งานค่อนข้างยาก
Website : Bloggang.com
Blogger.com พื้นที่สำหรับเขียน Blog จากบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Google ซึ่งแน่นอนว่าถ้าเขียนบน Blogger.com บทความของคุณจะมี SEO ที่ดี๊ดี ติดอยู่หน้าแรกง่ายและไวมาก ใช้ง่านได้ค่อนข้างครบ ระบบฝากรูปดีมากๆ (ก็แหงละ ระดับ Google นี่นะ)
ข้อดี :
  • SEO ดีงามมาก
  • ระบบหลังบ้านค่อนข้างครบและดีมากๆ
  • หน้าแสดงผลสวยงามแบบไม่ต้องจัดอะไรมาก
ข้อเสีย : 
  • ระบบไม่มีอะไรให้ใช้แบบ Advance มากนัก
Website : Blogger.com

medium.com



medium.com ระบบเว็บไซต์สำหรับเขียน Blog ที่เน้นเร็ว และง่าย สมัครแล้วสามารถใช้งานได้ทันที ไม่ต้องเรียนรู้เยอะ ผู้ก่อตั้งคือ Evan Williams ผู้สร้าง Twitter นั่นเอง ซึ่งยังคงคอนเซปต์ความเร็วและความง่ายเช่นเดิม
ข้อดี :
  • ระบบใช้งานง่าย
  • เครื่องมือพื้นฐานค่อนข้างครบ
  • เว็บไซต์โหลดเร็วมาก
  • ใช้งานบนสมาร์ทโฟนได้สะดวกดี เขียนแบบเร็วๆ ได้สบาย
  • มีระบบ Community ภายในเว็บไซต์
ข้อเสีย : 
  • ไม่สามารถปรับหน้าตาได้มากนัก บทความอาจจะขาดความโดดเด่นไปบ้าง
Website : medium.com

Facebook.com

facebook.com เดี๋ยวนี้ fanpage เป็นช่องทางการสื่อสารที่ขาดไม่ได้เลย หลายคนเข้าเว็บไซต์ผ่านทาง fanpage แทบทั้งนั้น และทุกวันนี้แค่มี fanpage อย่างเดียวก็ทำอะไรหลายอย่างได้แล้วนะครับ เพราะพี่แกก็รองรับทั้งอัลบั้มภาพ โพสต์ข้อความ รวมไปถึงวิดีโอ fanpage จึงเป็นช่องทางที่สื่อสารง่าย และทุกคนก็คงใช้เป็นกันอยู่แล้วหล่ะ
ข้อดี :
  • ระบบใช้งานง่าย
  • รองรับครบทุก Media ในปัจจุบัน รวมถึง Live ที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง
  • จัดการผ่านแอพได้สะดวกมาก
  • เป็นสื่อที่คนไทยเข้าถึงมากที่สุด
ข้อเสีย : 
  • โพสต์และวิดีโอต่างๆ แทบจะไม่ติดอยู่บน Google
  • Feed เคลื่อนเร็ว และค้นหาโพสต์เก่าๆ ได้ยาก
Website : facebook.com
Facebook Notes เป็นฟีเจอร์ของ facebook ที่ดีมากๆ แต่หลายคนยังไม่ทราบ ระบบของ Facebook Note จะคล้ายกับเป็นโพสต์แบบ Advance สามารถใส่ข้อความตัวหนาตัวเอียง ใส่ภาพ ฝังลิงค์ได้ และใช้งานง่ายมากๆ
สำหรับ Notes จะเป็นเหมือนกับไดอารี่ส่วนตัวมากกว่า เพราะบทความจะผูกกับ Account ของเราเท่านั้น คนที่เห็นจึงมักจะเป็นเพื่อนเราซะส่วนใหญ่ ซึ่งเราสามารถตั้งค่า Privacy ได้ว่าอยากจะให้ใครเห็นบ้าง คล้ายกับโพสต์บน Facebook เลย
ข้อดี :
  • ระบบใช้งานง่าย และสวยงาม
  • สามารถดึงรูปมาจากอัลบั้มบน Facebook ได้เลย
ข้อเสีย : 
  • โพสต์และวิดีโอต่างๆ แทบจะไม่ติดอยู่บน Google
  • Notes จะติดอยู่กับ Account ของเรา คนส่วนใหญ่ที่เข้ามาเจอจะเป็นเฉพาะเพื่อนหรือผู้ที่ติดตามเราเท่านั้น
Website : Facebook Notes

สรุปการเลือกใช้งาน

  • ทุกวันนี้เครื่องมือมีเยอะมาก และเมื่อเราเลือกไปแล้วเราจะติดอยู่กับ Platform นั้นไปอีกยาว จึงควรคิดให้ดีก่อนเลือกสักตัวมาใช้
  • ควรคำนึงถึง SEO ด้วย ไม่เช่นนั้นบทความเราจะไม่มีคนเห็น หรือจะมีคนเห็นแค่ช่วงเดียวแล้วหายไป
  • ควรมีเพื่อนๆ รอบตัวที่ใช้เครื่องมือตัวเดียวกัน จะได้มีคนที่เราสามารถปรึกษาได้ด้วย
***************************************************************
ถ้าหากคุณกำลังมองหาโอกาสการสร้างธุรกิจจากที่บ้านของคุณเอง
และมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะก้าวสู่อิสรภาพทางการเงินอย่างแท้จริง
ดิฉันและทีมงานทุกคนขอยินดีต้อนรับคุณสู่ครอบครัวเดียวกับเรา

ทั้งหมดนี้คือคุณสมบัติของบุคคลที่ดิฉันกำลังมองหาเพื่อร่วมงานกับดิฉัน
1  มีความสนใจในธุรกิจSocial Marketing และปรารถนาที่สร้างรายได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว
2. ปรารถนาความสำเร็จอย่างแรงกล้าในการทำธุรกิจและพร้อมที่จะเติบโตไปพร้อมๆกัน
3. มีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพื่อสร้างความสำเร็จให้เกิดขึ้น
4. จริงจังในการทำงานและยินดีที่จะช่วยเหลือผู้อื่นด้วยวิธีการเดียวกันกับที่คุณได้เรียนรู้
5.สามารถใช้คอมพิวเตอร์ และอินเทอเน็ต ได้เป็นอย่างดี


ถ้าหากคุณมีคุณสมบัติทั้งหมดนี้อยู่ในตัวเอง 
ดิฉันขอแสดงความยินดีด้วย เพราะคุณคือคนที่โชคดีที่จะได้ทำงานร่วมกับดิฉันและทีมงานคุณภาพของดิฉัน
ซึ่งในการทำงานคุณจะได้เรียนรู้ว่าจะทำอย่างไรที่จะสร้างธุรกิจ Social Marketing ได้อย่างยั่งยืน
และคุณจะได้รับการสอนวิธีการทุกอย่างที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จในธุรกิจ

ถ้าหากคุณมีความพร้อมและมีคุณบัติตามที่กล่าวมา
รับข้อมูลเพิ่มเติมแอดไลน์ ดิฉันเลยค่ะ

Supports( [ติดต่อสอบถาม) 

โทรสอบถามรายละเอียดได้
ที่ 089-707-2874
วารีนา ปุญญาวัณน์
ข้อมูลเพิ่มเติมแอดไลน์ เลยค่ะ หรือลงทะเบียนที่นี่เลยค่ะ


หรือแอดFacebook ที่นี่ค่ะ

แอดขอรับข้อมูลดีๆ
เพิ่มเพื่อน

4 ความผิดพลาด ที่อาจเกิดขึ้นในการทำ Content Strategy


ในปี 2018 นี้การทำ Content นั้นก็ยังมีส่วนสำคัญอย่างมาก เพราะผู้บริโภคส่วนใหญ่เข้าไปใช้ชีวิตและบริโภคข้อมูลข่าวสารและตัดสินใจผ่านข้อมูลที่ผ่านช่องทางออนไลน์หมดแล้ว และการที่จะทำให้คนนั้นเห็นข้อมูลที่จะทำให้เลือกแบรนด์หรือสินค้ากับบริการของนักการตลาดเองนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่า สร้างเนื้อหาให้น่าสนใจและตรงกับการที่ระบบ Platform แต่ละอย่างจะเลือกมาแสดงหรือไม่นั้นเอง
content-marketing
การสร้าง Content ที่ดี ไม่ใช่แค่เรื่องการเขียนที่ดีอย่างเดียว แต่มีปัจจัยหลาย ๆ อย่าง ทำให้การทำ Content กับการทำ Content Marketing นั้นไม่เหมือนกัน เพราะ การทำ Content Marketing นั้น เนื้อหาต้องสามารถตอบโจทย์ทางการตลาดได้นั้นเอง ดังนั้นเพื่อที่จะตอบโจทย์ทางการตลาดได้ถูกต้องนั้นต้องมีการวางแผนล่วงหน้าขึ้นมา ซึ่งทำให้การทำ Content Strategy เป็นเรื่องสำคัญขึ้นมาในการทำ  Content marketing ทันที และหลาย ๆ ครั้งนักการตลาดก็ทำ Content Strategy อย่างผิดพลาด จนทำให้ Content ที่วางมานั้นไม่ได้ผล ซึ่งนี้คือข้อผิดพลาด 4 ข้อที่นักการตลาดมักผิดพลาดเวลาทำ Content Strategy
  1. ทำ Content พูดถึงแบรนด์มากไป : ผู้บริโภคไม่ได้แค่ในตัวคุณและไม่ได้สนใจว่าคุณเป็นใคร ผู้บริโภคนั้นสนใจแต่ตัวเองและเรื่องที่ตัวเองสนใจเท่านั้น ทำให้นักการตลาดหลาย ๆ คนนั้นหลงลืมไปอย่างมากเวลาที่จะสื่อสารกับผู้บริโภค โดยการพูดแต่ข้อดีหรือความดีของตัวเอง โดยไม่ได้สนใจว่าผู้บริโภคอยากจะรู้หรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ลองนึกถึงเวลาไปเจอคนที่เอาแต่พูดเรื่องของตัวเอง โดยไม่ได้สนใจว่าเราอยากฟังหรือไม่ หรือกำลังมีปัญหาอะไร ซึ่งแน่นอนเราเป็นคนฟังย่อมเกิดอาการเบื่อหน่ายและไม่อยากจะคุยหรือปฏิสัมพันธ์ต่ออย่างแน่นอน ทั้งนี้เพื่อที่นักการตลาดจะสามารถทำให้ Content ของตัวเองดีได้ การวางกลยุทธ์ที่จะพูดเรื่องที่คนฟังอยากฟังนั้นเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก การพูดถึงความเข้าใจในความรู้สึกของกลุ่มเป้าหมาย เข้าใจปัญหาของกลุ่มเป้าหมายเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อพูดในสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายต้องการแล้ว จึงค่อยนำเสนอสิ่งที่นักการตลาดอยากจะบอกว่า จะไปช่วยแก้ปัญหาอย่างไร

five-steps-to-fast-track-your-content-strategy-5-728
2. ไม่ปรับเนื้อหาของตัวเอง : ปัญหานี้เป็นปัญหาที่คลาสสิกอย่างมากที่เกิดขึ้นการทำ Content Marketing ทั้งหมด นั้นคือการใช้เนื้อหาเดียวกันไปเผยแพร่ทุกช่องทางทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น PR, Social Media   ไม่ว่าจะ Facebook, Instagram และ Twitter จนถึงหน้าเว็บไซต์และอีเมล์ของตัวเอง ปัญหานี้เกิดขึ้นเป็นประจำเมื่อนักการตลาดไม่มีงบประมาณในการทำ Content Marketing อย่างเหมาะสม หรือไม่เข้าใจในการทำ Digital Marketing  นั้นเอง ลองนึกถึงพฤติกรรมในช่องทางออนไลน์ในแต่ละแบบ ก็มีพฤติกรรมและการบริโภคเนื้อหาในรูปแบบที่แตกต่างกัน เช่น Facebook โพสได้ยาวไม่จำกัด แต่ Twitter มีการจำกัดตัวอักษร ซึ่งการใช้เนื้อหาเดียวโพสแบบเดียวไปยังทุกช่องทางนั้น ทำให้กลยุทธ์การทำ Content ที่วางมานั้นไม่สามารถเกิดได้อย่างแน่นอน ทางแก้ที่ดีคือนักการตลาดนั้นต้องเข้าใจในเครื่องมือที่จะใช้แต่ละอัน ธรรมชาติของเครื่องมือ และปรับการสื่อสารของเนื้อหาของตัวเองให้เข้ากับธรรมชาติของแต่ละเครื่องมือนั้น ๆ
3. ไม่เข้าใจ Consumer  Journey : การสร้าง Content Marketing ที่ดีคือการเข้าใจว่า Journey ของ Consumer นั้นเป็นอย่างไร และวาง Content Strategy ของตัวเองให้สามารถจับกับ Consumer Journey นั้นได้ โดยการสร้างเนื้อหาให้ตรงกับช่วงแต่ละ Stage ของ Consumer Journey นั้น ๆ หรือสร้างเนื้อหาที่รองรับความต้องการในแต่ละช่วงของ Consumer นั้นเอง การสร้างเนื้อหาขึ้นมา ไม่ว่าจะดีแค่ไหน แต่ไม่สามารถเข้าไปตอบแต่ละช่วงของ Consumer Journey ได้นั้นก็ไร้ประโยชน์ ทั้งนี้นักการตลาดควรต้องหาให้ได้ผู้บรฺโภคของตัวเองมีการเดินทางอย่างไรในช่องทางสื่อ และต้องการเนื้อหาหรือ Content แบบไหนที่จะเข้าไปช่วยแก้ปัญหาในแต่ละขั้นที่เกิดขึ้น เนื้อหาที่สร้างช่วยให้ข้อมูลหรือช่วยทำให้เกิดการซื้อในช่วงเวลาและจังหวะที่เหมาะหรือไม่
Screen-Shot-2559-09-09-at-8.51.07-PM
4. โพสมากไป หรือน้อยไป : จำนวนการโพสนั้นเป็นเรื่องสำคัญ นักการตลาดหลาย ๆ คนมักชอบคิดว่าการโพสจำนวนมาก ๆ นั้นดีต่อการตลาดของตัวเอง แต่เอาเข้าจริงแล้วการโพสมากไปไม่ได้ช่วยให้เกิดผลที่ดี หนำซ้ำอาจจะเกิดผลที่แย่กว่าที่กลุ่มเป้าหมายจะมองว่าเป็นการทำ spam หรือการโพสที่น่ารำคาญจนไม่อยากติดตามไป เพราะแบรนด์นั้นไม่เหมือนสื่ออื่น ๆ ที่กลุ่มเป้าหมายอยากติดตาม ทีนี้จะโพสน้อยลง การโพสน้อยเกินไปก็มีปัญหาอีก เพราะทำให้กลุ่มเป้าหมายคิดว่าแบรนด์นี้ไม่ active หรือไม่ได้สนใจที่อยากจะคุยกับกลุ่มเป้าหมายหรือสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย ทำให้เกิดความคิดว่าไม่ควรมาตามเพราะไม่มีอะไรให้ติดตามอีก ดังนั้นนักการตลาดควรต้องมองหาดี ๆ ว่าจะทำการโพสเนื้อหาจำนวนมากน้อยแค่ไหน ที่จะไม่ทำให้ผู้บริโภครำคาญและไม่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าไม่ Active ซึ่งคำแนะนำของผู้เขียนนั้นจะอยู่ที่ 10-15 ครั้งต่อเดือนกำลังดีใน Social และ 2-4  ครั้งสำหรับ website

แอดขอรับข้อมูลดีๆ
เพิ่มเพื่อน

วันเสาร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2560

จุดจบแฟนเพจ? ขายของบน ‘Social’ ต้องทำอย่างไร เมื่อ Facebook หั่น Reach เหลือ 0%

การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่เที่ยงแท้แน่นอน ไม่มีสิ่งไหนจีรังยั่งยืน ทุกอย่างเปลี่ยนไปตามกาลเวลา
แม้แต่ทฤษฎีบางอย่างก็ยังถูกลบล้างด้วยการค้นพบใหม่ ๆ แม้แต่ช่องทางที่คิดว่าสามารถทำเงินให้กับธุรกิจก็ยังซบเซา เครื่องมือบางอย่างสามารถทำยอดให้ขายให้ธุรกิจมากมาย กลับกลายเป็นช่องทางที่ต้องทบทวนกันอีกครั้ง ว่าเราจะทุ่มเทพลังและทรัพยากรทั้งหมดไปกับ 1 เครื่องมือ ที่มันไม่สามารถควบคุมได้หรือเปล่า?
ในกรณีนี้ ผมกำลังพูดถึง Facebook ที่ออกมาประกาศปรับ อัลกอริธึม (Algorithm) หรือค่าการแสดงข้อมูลบน News feed อย่างเป็นทางการ และกำลังเป็นข่าวดังไปทั่วโลกเมื่อปลายเดือน มิถุนายน 2016 ที่ผ่านมา
“เราสร้าง FACEBOOK มาเพื่อเชื่อมต่อกับผู้คนบนโลกออนไลน์ เพื่อนและครอบครัว ฟีดข่าวที่เราส่งไปนั้นยังคงใช้หลักการนี้ ลำดับความสำคัญหลักของเราคือเชื่อมต่อกับผู้คน สถานที่ และสิ่งที่ผู้คนต้องการ เริ่มต้นจากเพื่อนในเฟซบุ๊ค”

วันอังคารที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2560

50 ปีแห่ง “กฎของมัวร์” หลักการเบื้องหลังการพัฒนาทางเทคโนโลยีอย่างไม่หยุดยั้ง

 



กอร์ดอน มัวร์ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งอินเทล ได้กล่าวไว้เมื่อปี 2508 หรือสามปีก่อนการเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ว่าทรานซิสเตอร์ ซึ่งเป็นส่วนประกอบพื้นฐานสำคัญของชิปประมวลผลและทุกสิ่งทุกอย่างในโลกยุคดิจิทัล จะมีราคาถูกลงควบคู่ไปกับประสิทธิภาพที่เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในขณะนั้น เขาคาดไม่ถึงเลยว่าแนวคิดนี้จะเข้ามาปฏิวัติวงการเทคโนโลยีตลอดช่วงเวลา 50 ปีต่อมา จนกระทั่งกลายเป็นที่รู้จักในนามว่า กฎของมัวร์” (Moore’s Law)
รถยนต์:
ถ้ารถยนต์มีประสิทธิภาพในการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้นด้วยอัตราเดียวกันกับกฎของมัวร์ เราก็คงสามารถขับรถสักคันได้ตลอดชีวิตโดยไม่ต้องเติมน้ำมันอีกเลย และถ้าคุณเพิ่งจะซื้อรถคันใหม่ในวัย 40 ต้นๆ คุณก็คงจะใช้น้ำมันไม่ถึง ¼ ถังด้วยซ้ำ
·         หากรถยนต์มีขนาดเล็กลงด้วยอัตราเดียวกันกับทรานซิสเตอร์ รถของคุณในวันนี้ก็จะมีขนาดเท่ากับมด แถมยังเก็บยางอะไหล่ไว้ในกระเป๋าเสื้อคุณได้อีกหลายเส้น
อสังหาริมทรัพย์:
·         ถ้าราคาของตึกระฟ้าทั้งหลายลดลงด้วยอัตราเดียวกันกับกฎของมัวร์ เราจะสามารถเป็นเจ้าของอาคารสูงเสียดฟ้าได้ ในราคาที่ถูกกว่าคอมพิวเตอร์พีซีหนึ่งเครื่อง ด้วยราคาแบบนี้ ใครหลายคนก็คงอยากมีซูเปอร์คอมพิวเตอร์ของตัวเองไว้บนห้องเพ้นท์เฮาส์บนยอดตึกเลยทีเดียว ส่วนถ้าอาคารเหล่านี้มีความสูงที่เพิ่มขึ้นตามกฎของมัวร์ไปด้วย จะทำให้มีความสูงราว 35 เท่าของยอดเขาเอเวอเรสต์
·         ถ้าราคาบ้านพักอาศัยลดลงที่อัตราเดียวกัน เราก็สามารถซื้อบ้านใหม่ได้ในราคาที่เท่ากับลูกอมเม็ดเดียวเท่านั้น!
การเดินทางทางอากาศ:
·         โครงการอพอลโลใช้งบประมาณกว่า 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐในการส่งมนุษย์ไปยังดวงจันทร์ ถ้าราคาของเทคโนโลยีทุกประเภทลดลงตามกฎของมัวร์ โครงการนี้จะมีราคาในปัจจุบันเท่ากับเครื่องบินส่วนตัวลำเล็กหนึ่งลำเท่านั้น
·         เมื่อปี 2512 นักบินอวกาศใช้เวลาเดินทางไปดวงจันทร์สามวันเต็ม หากความเร็วนี้เปลี่ยนแปลงไปตามกฎของมัวร์ เส้นทางนี้จะกินเวลาเพียงหนึ่งนาทีเท่านั้นในปัจจุบัน
·         ถ้าคุณต้องบินจากนิวซีแลนด์ไปนิวยอร์ค เครื่องของคุณจะเดินทางถึงที่หมายภายในระยะเวลาที่คุณนั่งลงแล้วรัดเข็มขัดนิรภัย ไม่เหลือเวลาให้คุณได้นั่งทานขนมระหว่างทางเลย
อุปกรณ์ไอทีต่างๆ ที่เราใช้งานกันอยู่ทุกวันนี้มีชิปประมวลผลเป็นหัวใจหลัก ซึ่งชิปเหล่านี้ก็สร้างมาจากทรานซิสเตอร์นั่นเอง กฎของมัวร์ทำให้อุปกรณ์เหล่านี้มีราคาที่ถูกลง ควบคู่ไปกับสมรรถนะและการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น จนกลายเป็นสิ่งที่เราขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวัน ของใช้อย่างโทรศัพท์และนาฬิกาได้พัฒนาจนกลายเป็นอุปกรณ์อัจฉริยะไปแล้ว ขณะที่รถยนต์ก็เป็นเสมือนคอมพิวเตอร์เคลื่อนที่
·         ถ้าสมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ที่ใช้ชิปของอินเทลย้อนกลับไปใช้เทคโนโลยีจากปี 2514      ชิปประมวลผลของสมาร์ทโฟนเครื่องนี้จะมีขนาดเท่ากับช่องจอดรถหนึ่งคัน และการถ่ายเซลฟี่คงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
·         เมื่อเทียบกับชิปประมวลผล อินเทล® 4004 ซึ่งเป็นชิปรุ่นแรกของอินเทล จะพบว่าชิปเทคโนโลยี 14 นาโนเมตร ในปัจจุบันมีสมรรถนะสูงกว่าถึง 3,500 เท่า ใช้พลังงานคุ้มค่ากว่า 90,000 เท่า และมีราคาถูกกว่าถึง 60,000 เท่า
อย่างไรก็ดี กฎของมัวร์ไม่ใช่กฎที่เป็นไปตามธรรมชาติ หากแต่เป็นเป้าหมายที่เราต้องรวมพลังกันเพื่อก้าวไปให้ถึง ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถเอาชนะอุปสรรคทางฟิสิกส์ให้ได้ ทุกวันนี้ อินเทลสามารถผลิตทรานซิสเตอร์ได้มากถึง 10,000 ล้านตัวในทุกๆ วินาที เพื่อสร้างเป็นชิปที่ขับเคลื่อนอุปกรณ์อันสุดมหัศจรรย์ที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้นับพันล้านคนทั่วโลก
·         ทรานซิสเตอร์ในยุคแรกมีขนาดเท่ากับยางลบที่ปลายดินสอ แต่ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีภายใต้กฎของมัวร์ เราจึงสามารถจัดวางทรานซิสเตอร์แบบไทร-เกต (tri-gate) กว่า 6 ล้านตัวไว้ในพื้นที่เท่ากับจุดเพียงจุดเดียวบนหน้ากระดาษ
·         ปัจจุบันนี้ ทรานซิสเตอร์มีขนาดเล็กมากจนไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า โดยหากขยายให้ทรานซิสเตอร์แต่ละตัวสามารถมองเห็นได้ ขนาดของชิปประมวลผลก็จะใหญ่เท่ากับบ้านหนึ่งหลังเลยทีเดียว

วันอังคารที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2560

คุณเป็นคนแบบไหน เสือ สุนัข หรือควาย

นานมาแล้วมีการแชร์ต่อเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับการบริหารจัดการคนของชาวจีน โดยแบ่งคนออกเป็น 3 ประเภท เสือ สุนัข และควาย

คน 3 ประเภท

เสือ

โดยธรรมชาติคือนักล่า ไม่ต้องสอนให้เขาล่าเหยื่อ พวกเขาแค่ต้องการพื้นที่สำหรับวิ่ง


ควาย

แข็งแกร่ง และอดทนโดยธรรมชาติ มีพละกำลังเหลือเฟือ แต่คิดเองไม่เป็น ต้องการคนพาเขาไปไถนา

สุนัข

มีความจงรักภักดีสูง คอยอยู่ข้างกายเป็นคนสนิท แต่ไม่ค่อยได้ประโยชน์อะไรมากนัก เพราะดีแต่เห่า บ้างมีความดุร้าย คอยปกป้องผลประโยชน์ให้ได้บ้าง

บริหารคนผิด

คนที่ต้องบริหารคนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ สลับการจัดการมั่วไปหมด ใช้เสือไปทำงานอย่างควาย ใช้สุนัขทำงานเสือ และใช้ควายทำงานสุนัข
หรือใช้เสือไปเฝ้าบ้านอย่างสุนัข แล้วไม่เข้าใจทำไมเลี้ยงไม่เคยเชื่องทั้งที่ให้ความสนิทสนมมากเหลือเกินเพราะ เสือ พวกเขาไม่ต้องการคนคอยประคบประหงม แต่ต้องการเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ ให้คอยออกล่าอยู่เสมอ ยิ่งท้าทายยิ่งชอบ
พอคุณไม่รู้จักบริหารจัดการเสืออย่างเข้าใจธรรมชาติแท้จริง วันนึงที่เสือผละออกจากอ้อมอก ก็เอาแต่ตัดพ้อว่าเลี้ยงไม่เชื่อง ทั้งที่ไม่รู้เลยว่าเสือนั้นไม่ได้มีไว้ให้เลี้ยงเหมือนสุนัข
สุนัข ให้ออกล่าเหยื่อแบบเสือ เขาก็ทำได้บางโอกาส แต่มันไม่ใช่โดยสัญชาตญาณ จึงไม่ได้ผลลัพธ์เหมือนอย่างที่เสือทำ สุนัขถนัดดูแลความเป็นอยู่ข้างกายคุณมากกว่า ออกไปวิ่งตามทุ่งหญ้าเพื่อล่าเหยื่อโอชะกลับมา
ให้ควายทำงานสุนัข พวกเขาก็ทำได้ไม่ดี เอาอกเอาใจใครไม่เก่งนัก เพราะไม่มีคนสอน อาจเรียนรู้ได้ตามประสบการณ์ เลียเจ้านายเหมือนสุนัขตัวอื่นได้ แต่มันแข็ง ๆ ไม่เป็นธรรมชาติ
การใช้คนให้เหมาะสมกับธรรมชาติของพวกเขาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

วันจันทร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2560

"เราไม่ได้ทำอะไรผิด แต่เราก็สูญเสีย"



CEO ของ Nokia กล่าวทั้งน้ำตาว่า "เราไม่ได้ทำอะไรผิด แต่เราก็สูญเสีย" โลกมันเปลี่ยนไปเร็วมากจนตามไม่ทัน
5 ข้อคิดที่ได้จากบทเรียนของ Nokia
1. ถ้าคุณหยุดการเรียนรู้ คุณก็จะตามคนอื่นไม่ทัน

2.โลกมันเปลี่ยนไปเร็วมากและจะเร็วกว่าที่คุณคาดไว้เยอะ "ห้ามหยุดที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ"
3. อย่ายึดติดกับความสำเร็จของเมื่อวานเพราะความสำเร็จของวันวานจะถูกแทนที่ด้วยเทรนด์ใหม่
ของวันพรุ่งนี้

4. แม้คุณจะไม่ได้ทำอะไรผิดแต่ถ้าคู่แข่งเค้าก้าวไปล้ำกว่าคุณและถูกใจผู้บริโภคมากกว่า
แล้วคุณไม่รีบปรับตัวคุณก็จะโดนเขี่ยออกจากตลาดในที่สุด

5. กลยุทธ์หรือแผนการที่คุณมีในวันนี้ไม่ได้แปลว่ามันจะเปลี่ยนไม่ได้ อะไรที่ควรปรับ เราต้องปรับ
เพื่อให้ตามกระแสโลกได้ทันอย่าปล่อยให้เหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นกับคุณ....!!!

แอดขอรับข้อมูลดีๆ
เพิ่มเพื่อน

วันอาทิตย์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2560

20 ประโยคแทงใจดำ รีบทำถ้าอยากเปลี่ยนแปลง

ถ้าเอ่ยชื่อของ Jim Rohn คุณอาจไม่ค่อยคุ้นนัก แต่ถ้าคุณชอบอ่านหนังสือ How-To ชอบเรียนรู้แนวคิดของบุคคลที่ประสบความสำเร็จ Jim Rohn เป็นอีกหนึ่งคนที่คุณต้องศึกษา
Jim Rohn เกิดในครอบครัวชาวไร่ ชาวนา แต่ก็สามารถผลักดันตัวเองขึ้นมาจนเป็นนักธุรกิจ และสร้างชื่อจนเป็นที่รู้จักในฐานะ นักพูดสร้างแรงบันดาลใจ และถึงแม้ว่าเขาจะจากโลกนี้ไปแล้ว แต่คำพูด และแนวคิดของเขายังคงเป็นประโสยชน์ สำหรับนักธุรกิจ และคนที่อยากพัฒนาตัวเอง

1.อย่าหวังให้ชีวิตง่ายขึ้น หวังให้ตัวคุณดีขึ้น อย่าหวังให้ปัญหาน้อยลง หวังให้ตัวคุณมีความสามารถมากขึ้น อย่าหวังให้ความท้าทายน้อยลง หวังให้คุณฉลาดขึ้น
“Don’t wish it was easier, wish you were better. Don’t wish for less problems, wish for more skills. Don’t wish for less challenges, wish for more wisdom.”

2. ช่างน่าเศร้า ที่เห็นคนเป็นพ่อมีเงินแต่ไม่มีความสุข เขาเรียนรู้การหาเงิน แต่ไม่เรียนรู้การหาความสุข
“How sad to see a father with money and no joy. The man studied economics, but never studied happiness.”

3. เวลา 1 วัน แพงมาก เมื่อคุณใช้เวลาไป 1 วัน นั่นหมายความว่า คุณมีเวลาน้อยลง 1 วันให้ใช้ ดังนั้นจงใช้ให้คุ้มค่าที่สุด
“Days are expensive. When you spend a day you have one less day to spend. So make sure you spend each one wisely.”