ถ้าคุณกำลังประสบปัญหาเหล่านี้!!! ภาระค่าใช้จ่ายเยอะ มีหนี้สิน ชีวิตพังตกงาน ไม่มีงานทำ กำลังจะออกจากงานเงินไม่พอใช้ รายได้งานประจำไม่พอใช้จ่ายเบื่องานประจำ ไม่มีรายได้ แต่รายจ่ายไม่ลดลงมีทุนน้อยในการทำธุรกิจอยากขายแต่ไม่อยากสต็อกสินค้าไม่มีความรู้เรื่องการทำธุรกิจไม่มีที่ปรึกษาระหว่างการทำธุรกิจต้องการขายออนไลน์แต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหนดี 🌹 ติดต่อเราเลยค่ะ Tel&Line 089-707-2874 🌹
ข่าว ธุรกิจออนไลน์ 100%
- หน้าแรก
- VDO สำหรับนักธุรกิจMLM
- บริษัทเครือข่ายผิดกฏหมาย
- บทความทั้งหมด
- MEDIAS / ิสื่อทุกสำนัก
- บทความเกี่ยวกับการทำธุรกิจออนไลน์ 100%
- Artificial Intelligence (AI)
- MLM คือ?
- ทำธุรกิจออนไลน์ รู้จักคนเจนซี Z หรือยัง?
- แผนรายได้ล่าสุดของDroprich
- ข้อมูลงานออนไลน์ที่ดีที่สุด
- เพชฌฆาต ที่จะคอยฆ่าคนที่ทำธุรกิจ ให้ตายอย่างช้าๆ
- คุณคือคนที่ต้องการเรียนรู้ตลอดชีวิตหรือไม่
- Logistics Vocab
- 🌹🌹สอนใช้ LINE OA.
- 🌹🌹จิตใต้สำนึก
- 🌹🌹หนังสือที่ต้องอ่าน
- 🌹🌹ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท CPG
- 🌹Contact Us
- About CPG
- 🌹🌹 อ่านก่อนสมัคร กดที่นี่
- 🌺🌺 CPG Sign up
- 🌺🌺Facebook วารีนา(ครูเมย์)
- 🌹🌹Facebook Group Work At Home
วันศุกร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2564
หลุมพรางเวลา Time Traps
1. การตกหลุมพรางกับการสร้างภาพให้ตัวเอง (Identity trap)
การสร้างภาพในที่นี้คือ การทำตัวยุ่งอยู่ตลอดเวลา ขยันขันแข็ง ทุ่มเทให้กับการทำงานทุกวินาทีจนแทบจะไม่มีเวลาว่าง แม้แต่เวลาทานอาหาร ก็ต้องคุยเรื่องงาน กลับบ้านก็เอางานกลับไปทำ พฤติกรรมดังกล่าวดูผิวเผินอาจจะเป็นเรื่องดี แต่ผู้แต่งกล่าวว่า สิ่งเหล่านี้จะเป็นการสร้าง ความ อึดอัด ความกระวนกระวายใจ ความเร่งรีบ และความตึงเครียดให้สั่งสมอยู่ในจิตใจโดยไม่รู้ตัว เหมือนลากโซ่ตรวนติดตามตัว ไปตลอดเวลา สุดท้ายมักจบลงที่คำว่า ทำงานไม่ทัน ทำงานไม่เสร็จ ทำงานไม่ดี เพราะความกังวลที่สะสมในจิตใจเป็นตัวบั่นทอนประสิทธิภาพในการทำงาน เมื่อไม่มีผลงาน ก็เกิดความเครียด ความกังวลใจวนเวียนเป็นวัฏจักรไม่มีที่สิ้นสุด และนอกจากนั้น ผู้แต่งยังเชื่อว่า การสร้างภาพเป็น คนที่มีงาน รัดตัวนั้น อาจจะเป็นการโกหกตัวเอง เพื่อหนีความจริง เพราะรู้ตัวดีว่า ตนเองไม่มีผลงาน
วิธีทางแก้ไขมีดังนี้
รู้ว่าจุดไหนคือเพียงพอแล้ว และเลือกทำแต่สิ่งที่สำคัญ และสร้างผลประโยชน์แก่องค์กรมากที่สุด บอกตัวเองว่า ชีวิตนี้ไม่ได้เกิดมาเพื่อทำงานอย่างเดียว บอกตัวเองว่า การใช้เวลาในแต่ละวันจะต้องช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่าแคร์สายตาของผู้อื่นมากนัก แต่ให้รู้ตัวว่าขณะนี้ตนเองกำลังทำอะไรและทำเพื่ออะไร
2. การตกหลุมพรางกับระบบงานในองค์กร (Organization trap)
ในที่นี้คือการตอบอีเมลล์ ตอบจดหมาย หรือรับโทรศัพท์ เป็นต้น งานดังกล่าวเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้แต่งเปรียบเหมือน การพายเรือใน กระแสน้ำ อันเชี่ยวกราก และถึงแม้ว่าจะหยุดกระแสน้ำไม่ได้ แต่ผู้แต่งมีวิธีชะลอความแรงของกระแสน้ำได้โดยการสร้างเขื่อน มีด้วยกัน 4 วิธี ดังนี้
1.หยุดทุกกิจกรรมที่ไม่จำเป็นเช่น คุยโทรศัพท์ในเรื่องสัพเพเหระกับเพื่อนฝูงตอบอีเมลล์ที่ไม่เร่งด่วน หรือเล่นอินเตอร์เน็ต เป็นต้น
2.ลงมือทำในสิ่งที่สร้างประโยชน์ให้กับองค์กร
3.ประเมินตัวเองว่าสามารถหยุดกิจกรรมที่ไร้ประโยชน์ได้จริงหรือไม่
4.ประเมินตัวเองว่าได้ลงมือทำสิ่งที่มีประโยชน์ต่อองค์กรตามที่คิดไว้บ้างหรือยัง หรือทำแล้วมีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง
3. การตกหลุมพรางกับการชอบทำงานทุกอย่างด้วยตนเอง (Control trap)
ผู้แต่งเชื่อว่าคนที่เลือกทำงานเองทั้งหมด มีเหตุผลอยู่ 4 แบบคือ
1.Ego สูงไม่ไว้ใจใคร คิดว่าตัวเองเก่งที่สุด
2.ไม่มั่นใจในความสามารถของตนเองกลัวคนอื่น จะดูถูกดูแคลน จึงเลือกที่จะทำเองทั้งหมด
3.คิดแบบตื้น ๆ ว่าทำเองก็ได้ ไม่ต้องไปพึ่งใคร
4.เป็นนิสัยส่วนตัว
การทำงานด้วยตัวเองทั้งหมดเป็น การใช้เวลาไปโดยเปล่าประโยชน์แทนที่จะเอาเวลาไปสร้างผลงานอย่างอื่นที่สำคัญมากกว่า และยังเป็นการแสดงถึง การขาดความสามารถในการทำงานเป็นทีมด้วย สิ่งเหล่านี้สามารถแก้ไขได้โดย การรู้จักกระจายงานไปให้ผู้ร่วมงานหรือลูกน้องทำบ้าง และควรหมั่นเข้าหาหัวหน้าให้ท่านชี้นำแนวทางที่ถูกต้อง ในการสร้างผลงาน แก่องค์กร เพื่อประหยัดเวลาในการลองผิดลองถูก
4. การตกหลุมพรางกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ (Technology trap)
ในที่นี้คือการเสียเวลากับการรับโทรศัพท์ เล่นอินเตอร์เน็ต และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้อุปกรณ์อิเลคทรอนิก รุ่นใหม่ ๆ ที่จะต้องเสียเวลากับการ ทดลองใช้เสียเวลาอ่านคู่มือ ดังนั้น ผู้แต่งจึงแนะนำว่า การให้ผู้ที่เคยใช้เครื่องดังกล่าว มาสาธิตวิธีการใช้จะเป็นการประหยัดเวลา และสะดวก กว่าการศึกษาด้วยตนเอง นอกจากนั้น ผู้แต่งยังให้ข้อคิดว่า การใช้อุปกรณ์ที่ธรรมดาไม่ต้องไฮเทคมากนัก จะประหยัดเวลามากกว่า และได้ประโยชน์เหมือน ๆ กัน เช่นการจดบันทึกข้อมูลในสมุดย่อมรวดเร็วกว่าการคีย์ข้อมูลลงในอิเลคโทรนิคไดอารี่หรือPalm เป็นต้น
5. การตกหลุมพรางกับการพยายามสร้างผลงานที่มากเกินไป (Quota trap)
ในที่นี้คือการพยายามสร้างฐานลูกค้าให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ โดยผู้แต่งได้จำแนกประเภทของลูกค้าที่ควรหลีกเลี่ยงและที่ควรรักษาไว้ ดังนี้
กลุ่มลูกค้าที่ควรหลีกเลี่ยง
-จุกจิกและซื้อสินค้าน้อย
-จุกจิกแต่ก็ซื้อสินค้ามาก ประเภทนี้ต้องหลีกเลี่ยงเพราะทำให้เราเสียเวลามากจนเกินไป
กลุ่มลูกค้าที่ควรรักษาไว้
-ซื้อมาก ไม่เรื่องมากและช่วยแนะนำคนอื่นมาซื้อสินค้าเรา
-ซื้อน้อย แต่ไม่เรื่องมากและชอบสินค้าของเรา กลุ่มนี้ควรรักษาไว้เพราะเมื่อมีโอกาสลูกค้ากลุ่มนี้จะซื้อสินค้าของเราอีกอย่างแน่นอน
6. การตกหลุมพรางกับการกลัวความผิดพลาด (Failure trap)
คือการไม่กล้าเสนอผลงานมากนักเพราะกลัวจะผิดพลาด ส่งผลให้เวลาเสนอผลงานในที่ประชุม จะไม่มั่นใจและเสียเวลามาก เพราะมีแต่ความ หวาดวิตกอยู่ตลอดเวลา ผู้แต่งเสนอทางแก้คือให้ตั้งเป้าหมายให้สูงไว้ก่อนและต้องรู้จักเลือกทำงานที่สำคัญและสร้างประโยชน์ให้องค์กร
7. การตกหลุมพรางกับค่านิยมของสังคม (Party trap)
หลุมพรางสุดท้ายในที่นี้คือ การเห่อเหิมไปตามค่านิยมของสังคม เช่นทำงานหนักเพื่อเก็บเงินซื้อรถรุ่นใหม่ มือถือรุ่นล่าสุด หรือบ้านราคา หลายสิบล้าน เป็นต้น เหล่านี้เป็นความคิดที่ผิดเ พราะชีวิตที่แท้จริงมีหลายมิติเกินกว่าเรื่องวัตถุ คุณภาพชีวิตที่ดีจะต้องประกอบด้วย การมีสุขภาพที่ดี การมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง การมีโลกทัศน์ที่กว้างไกล การสร้างประโยชน์กลับคืนสู่สังคม และมีเวลาเหลือพอ ที่จะไปทำสิ่งต่าง ๆ ที่ในใจลึก ๆ อยากจะทำ
Resource : www.drboonchai.com
วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2563
Boost Post กับ Facebook Ads ต่างกันอย่างไร
Boost Post กับ Facebook Ads ต่างกันอย่างไร ? เลือกใช้ยังไงให้ได้ผลลัพธ์
August 19, 2020 STEPS AcademySocial Entrepreneur 704
เคยยิงโฆษณา Facebook Ads กันไหม ?
หลายคนที่ได้ฟังคำถามนี้อาจจะตอบอย่างมั่นใจว่า ”เคยใช้” ผ่านการเสียเงินให้กับปุ่ม “Boost Post” ความจริงแล้วการ “Boost Post” ไม่ใช่การยิงโฆษณา “Facebook Ads” หลังจากเห็นข้อความด้านบน เชื่อว่าหลาย ๆ คนอาจจะตกใจ เพราะทุกครั้งที่เสียเงินไปกับการ Boost Post ก็นึกว่ามันคือการยิง Facebook Ads มาโดยตลอด
แต่ความจริงแล้วการ Boost Post และการยิงโฆษณาผ่าน Facebook Ads นั้นเป็นคนละเรื่องกัน แค่มีความคล้ายกันเท่านั้น แล้ว Boost Post กับ Facebook Ads ต่างกันอย่างไร ? มาถึงตรงนี้หลายคนคงจะสงสัย ว่า Boost Post มันจะต่างกับ Facebook Ads ได้อย่างไร แล้วการยิงโฆษณาแบบไหน ถึงจะเรียกว่า Facebook Ads จริง ๆ ซึ่งการจะตอบคำถามเหล่านี้ เราต้องเริ่มกันที่คำถามว่า Boost Post และ Facebook Ads คืออะไร ? กันก่อนครับ
Boost Post คืออะไร ?
“Boost Post” คือการกดโปรโมตโพสต์บนหน้า Timeline ของ Facebook Page เราเพื่อให้โพสต์นั้น ๆ ของเรา เข้าถึงคนได้มากขึ้น ซึ่งการแสดงผลจะออกมาเหมือนกับ Facebook Ads
ตัวอย่างการแสดงผลของการ Boost Post
และนั่นอาจจะเป็นสาเหตุ ที่ทำให้ทุกคนสับสน และเข้าใจผิดไปว่าการเสียเงิน Boost Post คือการยิงโฆษณา Facebook Ads ด้วยความที่การแสดงผลออกมามีหน้าตาที่เหมือนกัน แต่ในความเหมือนกันตรงนั้น แท้จริงมีความแตกต่างกันอยู่ แต่ก่อนหน้าที่เราจะไปดูว่ามันต่างกันอย่างไร เรามาทำความเข้าใจการ Boost post กันก่อนครับ
การ Boost Post มีเป้าหมายเพื่ออะไร ? การ Boost Post มีเป้าหมายอยู่เพียงแค่ การรับรู้แบรนด์ (Aware) ให้รู้จักออกไปเป็นวงกว้าง และการสร้าง การมีส่วนร่วม (Engagement) กับโพสต์นั้น ๆ รวมทั้งการทำให้คนส่งข้อความ (Message) มาหาเรา ซึ่งส่วนใหญ่ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะเป็น ยอดไลก์ คอมเมนต์ และ แชร์ โดยขั้นตอนการ Boost Post นั้นก็สามารถทำได้ง่าย ๆ โดยเริ่มจากการเข้าไปกดปุ่ม “Boost Post” กันก่อน ซึ่งปุ่ม “Boost Post” ก็สามารถหาเจอได้สองที่ ซึ่งจุดแรกก็คือมุมขวาล่างของโพสต์ของเรา ที่ได้มีการโพสต์ไปแล้วเรียบร้อย ส่วนจุดที่สองเราสามารถไปกด “Boost Post” ได้ที่ด้านบนของ Facebook Page ซึ่งเมื่อกดไป ก็จะมีหน้าต่างให้เราเลือกว่าจะทำการ Boost Post โพสต์ใดบ้าง และเมื่อเลือกเสร็จแล้ว ก็จะมีตัวเลือกต่าง ๆ ให้เราเลือก ซึ่งหลัก ๆ จะประกอบไปด้วย เป้าหมาย (Goal) กลุ่มเป้าหมาย (Audience) งบประมาณ (ฺBudget) และ ระยะเวลาที่อยากแสดงผล (Duration) ตามตัวอย่างด้านล่าง
ตัวอย่างปุ่ม “Boost Post” ด้านบนของ Facebook Page ตัวเลือกเป้าหมาย (Goal) ในการ Boost Post
ตัวอย่างตัวเลือกต่าง ๆ ในการตั้งค่า Boost Post
Facebook Ads คืออะไร ? “Facebook Ads” คือ การลงโฆษณาออนไลน์บน Facebook ที่เราสามารถปรับแต่งได้ตามเป้าหมายที่ต้องการ ซึ่ง Facebook Ads ก็จะประกอบไปด้วยเเป้าหมายหลัก ๆ 3 ส่วนได้แก่
การรับรู้ (Awareness)
การตัดสินใจ (Cosideration) และ
การกระทำที่เราต้องการ (Conversion)
ซึ่งทั้ง 3 ส่วนก็สามารถปรับแต่งและแบ่งได้เป็นเป้าหมายย่อย ๆ ได้อีกอันประกอบไปด้วย
1. การรับรู้ (Awareness)
1.1 การรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) คือ การเพิ่มการรับรู้ ให้แบรนด์ของเราเป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้น 1.2 การเข้าถึง (Reach) คือ เป้าหมายในการแสดงโฆษณาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยจะแสดงให้เห็นแค่กลุ่มคนที่เรากำหนดไว้เป็นกลุ่มเป้าหมาย
2. การตัดสินใจ (Consideration)
2.1 ยอดเข้าชมเว็บไซต์ (Traffic) คือ เป้าหมายในการเพิ่มยอดผู้เข้าชมเว็บไซต์ ที่เราได้ระบุ URL เอาไว้ เช่น บล็อก หรือ หน้าเว็บไซต์ขายสินค้า
2.2 การมีส่วนร่วม (Engagement) คือ เป้าหมายในการเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้ที่พบเห็นโฆษณา ซึ่งผลลัพธ์ส่วนใหญ่ที่ได้มาจะเป็น การกดไลก์ คอมเมนต์ แชร์
2.3 การติดตั้งแอปฯ (App Installation) คือ เป้าหมายในการเพิ่มยอดการติดตั้งแอปฟลิเคชั่น
2.4 ยอดการชมวิดีโอ (Video View) คือ เป้าหมายในการเพิ่มยอดเข้าชมวิดีโอที่เราได้ทำการโพสต์ไว้ สำหรับเป้าหมายที่มีโอกาสกดดูสูง ตัวอย่าง Lead Ads ของ Facebook Ads ที่มา newsfeed.org
2.5 ข้อมูลลูกค้า (Lead Generation) คือ เป้าหมายในการเก็บข้อมูลของผู้ใช้ ที่มีโอกาสเป็นไปได้ในการกลายเป็นลูกค้าสูง เช่น การยิงโฆษณา Facebook Ads เพื่อให้เกิดการลงทะเบียน
2.6 ข้อความ (Message) คือ เป้าหมายในการกระตุ้นให้เกิดการส่งข้อความเข้ามาถามรายละเอียดต่าง ๆ ของสินค้า และ บริการ ตัวอย่าง Facebook Ads เพื่อกระตุ้นให้ส่งข้อความ
3. การกระทำบางอย่างที่เราต้องการ (Conversion)
3.1 การกระทำตามที่เราต้องการ (Conversions) เป้าหมายนี้คือการเพิ่มยอดการทำอะไรสักอย่างที่เราต้องการให้ลูกค้า หรือ ผู้ใช้คนนั้น ๆ ทำ ซึ่งเป็นได้ทั้ง การเพิ่มสินค้าลงตะกร้า การลงทะเบียน และ การซื้อ เป็นต้น
3.2 ยอดขายในแคตตาล็อก (Catalogue Sales) คือ เป้าหมายในการเพิ่มยอดขาย ของสินค้าที่อยู่ในหน้าแค็ตตาล็อกบน Facebook
3.3. เพิ่มยอดการเข้าร้านค้า (Store Traffic) คือ เป้าหมาย ในการเพิ่มยอดผู้เข้าชมร้านค้า ซึ่งมักจะเหมาะกับการยิงโฆษณา ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง ทั้งนี้ ในการเริ่มต้นยิงโฆษณา Facebook Ads เราสามารถทำได้ผ่านการใช้งานเครื่องมือที่ชื่อว่า “Facebook Ads Manager” ซึ่งเป็นเครื่องมือที่จะทำให้เราสามารถบริหารจัดการ สร้างโฆษณา และระบุว่ากลุ่มเป้าหมายคือใครได้ในเครื่องมือเดียว
ตัวอย่างหน้าตาเครื่องมือ Facebook Ads Manager
Boost Post กับ Facebook Ads แตกต่างกันอย่างไร?
หลังจากที่เราได้ทำความรู้จักทั้ง Boost Post และ Facebook Ads กันไปแล้ว เรามาดูกันดีกว่าค่ะว่ามีอะไรที่เป็นข้อแตกต่างระหว่าง Boost Post และ Facebook Ads ที่สำคัญบ้าง ซึ่งจะทำให้เราตัดสินใจเลือกใช้งานได้ง่ายมากขึ้น Boost Post สะดวกกว่า แต่ Facebook Ads ทำอะไรได้มากกว่า?
ในจุดแรกเราจะมาดูกันที่การใช้งานกันก่อนนะคะ ซึ่งในด้านของการใช้งาน Boost Post นี้ จะมีข้อดีอยู่ที่ความสะดวกสบาย เพราะสามารถทำได้ง่าย โดยไม่จำเป็นที่จะต้องเข้าไปใช้เครื่องมืออื่น ในขณะเดียวกัน ถึงแม้ว่า Facebook Ads จะมีการเข้าใช้งานที่อาจจะยุ่งยากกว่า ด้วยความที่ต้องออกไปยังหน้า Facebook Ads Manager แต่ก็แลกมาด้วยความสามารถที่ทำได้มากขึ้น ซึ่งใน Facebook Ads Manager นี้เราสามารถปรับแต่งโฆษณาได้กว้างกว่าการ Boost Post ทั้งนี้ เราสามารถสังเกตได้จากลิสต์เป้าหมายที่เราสามารถกำหนดได้ของ Facebook Ads เมื่อนำไปเทียบกับเป้าหมายของการ Boost Post ที่เน้นเพียงแค่การเพิ่มการรับรู้ (Awareness) และ การมีส่วนร่วม (Engagement) เป็นหลักเท่านั้น การตั้งเป้าหมายในการ Boost Post การเลือกเป้าหมายของ Facebook Ads
นอกจากเรื่องของเป้าหมายแล้ว Facebook Ads ยังมีอีกหลายอย่างที่สามารถทำได้มากกว่าการ Boost Post ซึ่งประกอบไปด้วย 2 อย่างดังต่อไปนี้
1. การเลือกจุดหมายปลายทางของโฆษณา ถึงแม้ว่าในการ Boost Post เราจะสามารถกำหนดได้ แต่ก็เป็นแค่การกำหนดปลายทางง่าย ๆ ที่มีแค่เพียงการเลือกให้แสดงผลผ่านหน้า Timeline ของ Instagram และ Facebook เท่านั้น ในขณะที่การทำ Facebook Ads เราจะระบุได้มากกว่า เช่น ความสามารถในการกำหนดให้โฆษณาไปแสดงผลที่ Instagram Stories หรือ อื่น ๆ เป็นต้น
2. การออกแบบที่ทำได้มากขึ้น ในการ Boost Post เราจะสามารถทำได้แค่โปรโมตโพสต์ ที่เราเคยโพสต์ไปแล้วเท่านั้น (เช่น วิดีโอ รูปภาพ ลิงก์) ซึ่งก็จะมีข้อจำกัดในการออกแบบให้มันตรงกับเป้าหมาย ในขณะที่การทำ Facebook Ads นั้น เราสามารถออกแบบได้หลายรูปแบบมากกว่า เช่น
****รูปแบบ Carousel ซึ่งเป็นหนึ่งในรูปแบบของการโฆษณา Facebook Ads ที่มีลักษณะเป็นภาพสไลด์ เป็นต้น นอกจากนี้เรายังสามารถทำได้ทั้ง
****การใส่ “Call to Action” เข้าไปในโฆษณาซึ่งจะช่วยทำให้ผู้พบเห็นรู้ว่าจะต้องทำอะไรต่อ
ตัวอย่าง Facebook Ads ประเภท Carousel ที่มา Facebook for Business
Facebook Ads เข้าถึงเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ นอกจาก Facebook Ads จะสามารถออกแบบ และปรับแต่งโฆษณาได้มากกว่าการ Boost Post แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ ที่ Facebook Ads ทำได้มากกว่านั่นก็คือ
****การตั้งกลุ่มเป้าหมาย (Audience) ได้อย่างแม่นยำ ถึงแม้ว่าการ Boost Post จะสามารถระบุกลุ่มเป้าหมาย (Audience) ตามหลักประชากรศาสตร์ (Geography) และ ความสนใจ (Interests) แต่ก็อาจจะไม่ได้สามารถทำได้อย่างแม่นยำขนาดนั้น ในขณะเดียวกัน Facebook Ads ก็มีฟีเจอร์ที่จะช่วยให้เราสามารถตั้งกลุ่มเป้าหมาย ได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ซึ่งนั่นก็คือ
**********Custom Audience และ **********Lookalike Audience
การตั้งกลุ่มเป้าหมาย (Audience) ของ Facebook Ads “Custom Audience” การตั้งกลุ่มเป้าหมายด้วยข้อมูลเฉพาะ “Custom Audience” คือการตั้งกลุ่มเป้าหมาย ด้วยการใช้ข้อมูลที่เรามีอยู่ไม่ว่าจะเป็น อีเมล และ เบอร์โทรศัพท์ หรือแม่กระทั่งรายชื่อผู้ที่เคยเข้าชมเว็บไซต์ หรือ คนที่เคยสั่งซื้อสินค้าไปจาก E-commerce ของเรา ซึ่งการตั้งเป้าหมายเช่นนี้ จะช่วยให้ลูกค้าเก่าของเรามีโอกาสกลับมาซื้ออีกครั้ง ซึ่งการทำการตลาดรูปแบบนี้เรียกว่า “Remarketing”
“Lookalike Audience” การตั้งกลุ่มเป้าหมายที่มีความคล้ายกับลูกค้าเก่า “Lookalike Audience” คือการตั้งกลุ่มเป้าหมาย ที่เราสามารถระบุให้เป็นกลุ่มคนที่มีความคล้ายกับลูกค้าเก่า ซึ่งนี่จะทำให้กลุ่มคนที่โฆษณาของเราเข้าถึง จะมีโอกาสกลายเป็นลูกค้าสูงขึ้น ซึ่งการทำการตลาดด้วยฟีเจอร์นี้ จะทำให้ธุรกิจของเรามีฐานลูกค้าที่ขยายกว่าเดิม
โดยวิธีการหนึ่งที่จะช่วยในการเก็บข้อมูลลูกค้า ก็คือการใช้ “Facebook Pixel” ติดตั้งเข้าไปยังเว็บไซต์ ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถเก็บข้อมูลพฤติกรรมต่าง ๆ บนเว็บไซต์ของผู้เข้าชม หรือแม้แต่การใช้ “Lead Ads” (รูปแบบโฆษณาที่มีเป้าหมายเพื่อเก็บข้อมูลลูกค้า) เพื่อทำการสะสมข้อมูล
คอนเทนต์แนะนำ
7 ขั้นตอน สร้าง Facebook Ads ให้ได้กลุ่มเป้าหมายเชิงคุณภาพ
เขียน Headline บน Facebook Ads อย่างไรให้โดนใจลูกค้า
Boost Post กับ Facebook Ads รูปแบบไหนเหมาะกับใคร ? ในการเลือกใช้งานระหว่างกาาร Boost Post และ Facebook Ads เราสามารถเลือกได้จากปัจจัยในแง่ต่าง ๆ ซึ่งสามารถแบ่งได้ทั้งในแง่ของการใช้งาน ที่มีความแตกต่างกันค่อนข้างชัดเจน และเห็นได้ชัดว่าเหมาะกับใคร รวมทั้งในแง่ของประสิทธิภาพซึ่งจะช่วยให้เราสามารถเลือกใช้ได้ง่ายมากขึ้น ในแง่การใช้งาน ในแง่ของการใช้งานทั้งสองช่องทางทั้ง Boost Post และ Facebook Ads ก็มีความต่างที่ค่อนข้างจะชัดเจน ซึ่งการใช้งาน Boost Post จะเน้นที่ความง่าย สะดวกสบาย และ รวดเร็ว ซึ่งจะต่างจากการใช้ Facebook Ads ที่มีขั้นตอนมากกว่าตั้งแต่การตั้งค่า ไปจนถึงการที่ต้องสลับหน้าไปที่ Facebook Ads Manager ในแง่ประสิทธิภาพ ในด้านประสิทธิภาพของการปรับแต่ง การ Boost Post จะสามารถเน้นได้แค่เพียงการสร้างการรับรู้และการมีส่วนร่วมเท่านั้น ซึ่งประสิทธิภาพจะต่างกัน กับ Facebook Ads ที่สามารถปรับแต่งให้เหมาะสมกับจุดประสงค์ของโฆษณา พร้อมการตั้งเป้าหมายที่สามารถทำได้หลากหลายและ เข้าถึงลูกค้าได้แม่นยำมากกว่า ดังนั้นในการเลือกใช้ต้องดูว่าแต่ละช่องทางเหมาะกับความต้องการในใจของคุณหรือเปล่า ถ้าหากคุณเป็นคนที่ชอบความสะดวกสบาย หรือ เป็นเจ้าของธุรกิจ ที่ต้องการให้โพสต์เข้าถึงคนได้จำนวนมาก ในระยะเวลาสั้น ๆ แบบไม่ได้เจาะจงโดยเฉพาะ ก็จะเหมาะกับการ“Boost Post” นั่นเอง ในขณะเดียวกันถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจที่มีความสนใจอยากจะโปรโมตสินค้า หรือ บริการ ผ่านโฆษณาออนไลน์ที่มีการวางแผน และ กลยุทธ์ รวมทั้งมีการระบุเป้าหมาย ที่มีความชัดเจนเป็นที่เรียบร้อย การเลือกใช้ “Facebook Ads” ก็จะเหมาะกว่า และ เป็นการทำการตลาดที่ระยะยาวมากกว่า และถ้าหากคุณเป็นผู้บริหาร หรือ เจ้าของกิจการที่มีความสนใจอยากต่อยอดการโฆษณาที่สามารถวางแผน และ จัดการได้มากกว่าแค่ Boot Post วันนี้ STEPS Academy เรามีหลักสูตร Ads Optimization 101 for Management หลักสูตรที่จะทำให้คุณเป็นนักวางแผนการลงโฆษณาออนไลน์ ตั้งแต่การตั้งเป้าหมาย ไปถึงการวัดผล ซึ่งไม่ได้เน้นแค่เพียง Facebook Ads เท่านั้น แต่ยังรวมถึงอีกช่องทางสำคัญอย่าง Google Ads อีกด้วย รายละเอียดเพิ่มเติม คลิก ที่มา Impactbnd, smartbugmedia และ qiigo
อ่านเพิ่มเติมได้ที่: https://stepstraining.co/entrepreneur/boost-post-vs-facebook-ads-for-your-business?utm_source=newsletter&utm_medium=email&utm_campaign=boost-post-vs-facebook-ads-for-your-business
วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2563
วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2563
ไม่ฟัง ไม่ได้แล้ว "ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ " ทำไมประเท...
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวในเสวนาพิเศษหัวข้อ “เปลี่ยน...ให้...
วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2563
เทรนด์การใช้จ่ายแบบคอนแทคเลสช่วงโควิด-19 ทรูมันนี่มียอดโหลดแอพ เพิ่มขึ้น 20%
โลกที่เปลี่ยนไปจากสถานการณ์ที่ผู้คนต้องเว้นระยะห่างทางสังคม และการล็อคดาวน์ เพื่อต่อสู้การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เทคโนโลยีมีบทบาทมากในการใช้ชีวิตอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การเรียน และการใช้ชีวิตที่บ้าน เพื่อลดการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
รายงานข่าวจาก อาลีเพย์ แพลตฟอร์มชำระเงินออนไลน์และโมบายที่ใหญ่ที่สุดในโลก ระบุว่า ‘คอนแทคเลส เพย์เม้นท์’ หรือการใช้จ่ายแบบไร้สัมผัส กลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันในการซื้อขายออนไลน์ จ่ายบิล หรือสั่งอาหาร เราเห็นแนวโน้ม คอนแทคเลส เพย์เม้นท์ ที่พัฒนาอย่างรวดเร็วพร้อมฟังก์ชั่น หรือการให้บริการที่ตอบสนองความต้องการผู้ใช้มากขึ้น เช่น การจ่ายเงินเดือน การใช้จ่ายด้านความบันเทิง หรือการบริจาคต่างๆ
อาลีเพย์ ยกตัวอย่าง เคสการใช้งานอีวอลเล็ตในในภูมิภาคเอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็น 'ทรูมันนี่ ประเทศไทย', จีแคชในฟิลิปปินส์, ทัชแอนโก (Touch ’n Go) ในมาเลเซีย และ บีแคช (bKash) ในบังคลาเทศ ที่กลายป็นเครื่องมือสำคัญในช่วงวิกฤติโควิด-19
ความนิยมในฟิลิปปินส์และไทย
‘ฟิลิปปินส์’ เป็นประเทศที่ใช้เงินสดเป็นหลักในการชำระเงินต่างๆ แต่ในช่วงล็อคดาวน์ประเทศนั้นการใช้เงินสดลดลงอย่างเห็นได้ชัด ผู้คนหันมาใช้บริการออนไลน์และโมบายวอลเล็ตมากขึ้น เพื่อความสะดวกและปลอดภัย จีแคช ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโมบายวอลเล็ตชั้นนำในฟิลิปปินส์ มียอดดาวน์โหลดเพิ่มมากขึ้นและเป็นแอพฟรีที่ถูกดาวน์โหลดมากที่สุดในหมวดการเงินของกูเกิล เพลย์ สโตร์
ทั้งนี้ เดือนมีนาคมบริการที่ใช้งานมากที่สุดใน จีแคช วอลเล็ต คือ การซื้อขาย และการโอนเงิน ซึ่งปริมาณการทำธุรกรรมทั้งหมดเพิ่มกว่า 30%
ขณะที่ ไทย เป็นประเทศแรกๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ใช้มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม ตั้งแต่เดือนมีนาคม รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการต่างๆ รวมถึงการเลื่อนวันหยุดสงกรานต์ แนะนำให้ผู้คน ‘อยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อชาติ’ รวมถึงจำกัดเวลาทำการของธุรกิจ และธุรกิจจำนวนมากต้องปิดทำการชั่วคราวยกเว้น ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านอาหารที่เปิดให้บริการเฉพาะสั่งซื้อกลับบ้าน
เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการภาครัฐ และลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ ทรูมันนี่ ได้ร่วมกับร้านค้าต่างๆ เช่น เซเว่น อีเลฟเว่น, แมคโคร, ซีพีเฟรชมาร์ท, ทรูคอฟฟี่, เชสเตอร์ และร้านค้าแผงลอยเพื่อส่งเสริมการใช้จ่ายแบบคอนเทคเลส พร้อมให้ความสำคัญกับสุขอนามัย ทรูมันนี่แนะนำฟีเจอร์ใหม่ “ช้อป เนียร์ มี" (Shop Near Me) ที่ช่วยให้ผู้บริโภคค้นหาร้านค้าบริเวณใกล้เคียง และสามารถสั่งซื้อแบบดิลิเวอรี่ได้ทันที และจาก เทรนด์การใช้จ่ายแบบคอนแทคเลสช่วงโควิด-19 ทรูมันนี่มียอดโหลดแอพ เพิ่มขึ้น 20% ในเดือนที่ผ่านมา
อีวอลเล็ตเครื่องมือสำคัญยุคโควิด-19
ขณะที่ การระบาดของโควิด-19 ยังแพร่กระจายอยู่ ‘บังคลาเทศ’ ได้บังคับใช้มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมที่เข้มงวดขึ้น และมีการล็อกดาวน์ทั่วประเทศ ส่งผลให้คนงานที่ได้รับค่าจ้างรายวันตกงานเป็นจำนวนมาก นับเป็นหนึ่งในวิกฤตการณ์ระดับโลกที่เลวร้ายที่สุด บีแคช ผู้ให้บริการด้านการเงินผ่านมือถือที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ มีผู้ใช้งานกว่า 40 ล้านคน ได้ทำงานใกล้ชิดกับรัฐบาล อำนวยความสะดวกด้านการกระจายเงินเดือน และสวัสดิการภาครัฐให้คนงานในประเทศ เนื่องจากคนงานส่วนใหญ่ไม่มีบัญชีธนาคาร บีแคช จึงเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยรวบรวมเงินเดือนของคนงานเหล่านั้นผ่านโมบายวอลเล็ต
เชตู คนงานตัดเย็บเสื้อผ้า อายุ 28 ปี อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลทางตะวันออกเฉียงเหนือของบังคลาเทศเล่าว่า เธอเคยได้รับเงินเดือนตามวันที่โรงงานกำหนดทุกเดือน แต่เมื่อเกิดการระบาดของโควิด-19 ในบังคลาเทศ โรงงานถูกปิด คนงานไม่ได้รับค่าจ้างในเดือนที่ผ่านมาเนื่องจากไม่มีบัญชีธนาคาร รัฐบาลเริ่มให้เงินช่วยเหลือผ่าน บีแคช ทำให้เชตูได้รับเงินเดือน และผ่านพ้นปัญหาทางการเงินของครอบครัว
วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2563
5 เทรนที่ต้องจับตามองสำหรับการเล่นพนันในปี 2020
ในปี 2020 ได้เข้ามาถึง การเล่นพนันออนไลน์ได้ถูกตั้งค่าให้มีความหลากหลายแตกต่างทางเลือก อันดับแรก ในอุตสาหกรรมได้ตั้งค่าให้มีมูลค่ามากกว่า 60 พันล้านดอลลาร์และคาดหวังว่าจะสูงถึง 94 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024 นี่หมายความว่าผู้เล่นมีความหลากหลายในอุตสาหกรรมจะแข่งขันกันเพื่อหาส่วนแบ่งนี้ สำหรับนักพัฒนาซอฟแวร์ หมายความว่าควจจะสร้างเกมที่มีนวัตกรรมที่น่าหลงไหล สำหรับคาสิโน หมายความว่าควรรวบรวมแนวคิดใหม่ ๆรวมทั้งเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมเพื่อปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้า แล้วเทคโนโลยีอะไรล่ะ แล้วพวกเราจะเปลี่ยนมุมมองของการพนันออนไลน์อย่างไร เราจะพาลงลึกไปดู 5 กระแสที่ต้องระวังสำหรับการเล่นการพนันในปี 2020
1. รายงานการประชุมการขยายสกุลเงินดิจิตอล
ตอนนี้คุณจะต้องเจอข้อสัญญา “สกุลเงินดิจิตอล” และ “ระบบโครงข่ายในการเก็บบัญชีธุรกรรมออนไลน์” อาจจะเป็นไปได้ว่าบิทคอยเป็นคำศัพท์ที่คุ้นเคยมากกว่า แต่คุณยังไม่ค่อยเข้าใจว่ามันเกี่ยวกับอะไร
ในแง่ง่าย ๆระบบโครงข่ายในการเก็บบัญชีธุรกรรมออนไลน์เป็นเทคโนโลยีที่รวมระเบียนที่ประทับเวลา การบล๊อกที่ไม่สามารถแก้ไขได้ การจัดการโดยหลายคอมพิวเตอร์ หมายความว่ามันไม่มีพื้นที่ศูนย์กลาง เพื่อรักษาความปลอดภัยของข้อมูลที่บล็อก เป็นสกุลเงินที่ใช้ในคอมพิวเตอร์
ในปีที่ผ่านมาหลังจากระบบโครงข่ายในการเก็บบัญชีธุรกรรมออนไลน์โผล่ขึ้นมา คาสิโนหลาย ๆที่มีรวมเทคโนโลยีไว้ในการปฏิบัติงานที่หลากหลาย พื้นที่ส่วนมากไม่สามารถใช้จ่ายได้ คุณทราบดีว่า ระบบโครงข่ายในการเก็บบัญชีธุรกรรมออนไลน์จัดการจ่ายเงินได้อย่างชาญฉลาด ทำได้อย่างรวดเร็วปลอดภัยมากกว่าสกุลเงินทั่วไป
ในเรื่องของความปลอดภัย ผู้เล่นจะต้องไม่ให้ข้อมูลที่ละเอียดอ่อนเกินไป เช่น ข้อมูลส่วนตัว และข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีธนาคาร เนื่องจากข้อมูลทั้งหมดเป็นการจัดเก็บที่หลากหลายคอมพิวเตอร์ มันหมายความว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะจัดการหรือเข้าถึงข้อมูล ดังนั้น มันง่ายที่จะรู้ว่าเกมทั้งหมดได้ตอบสนองความเป็นธรรมและการทดสอบความโปร่งใส
ในขณะที่สกุลเงินดิจิตอลยังคงได้รับความนิยมจากนักพนัน หลาย ๆคาสิโนเป็นจุดเริ่มต้นที่จะยอมรับเงินดิจิตอลในการชำระเงิน ในขณะนี้เป็นกรณีที่ ให้เพียงไม่กี่คนที่จะชำระเงินโดยใช้สกุลเงินดิจิตอล โดยหมายความว่าในปี 2020 จะมีตัวเลขที่สูงขึ้น
2. เจ้ามือเกมคาสิโนสดเพิ่มสูงขึ้น
ก่อนที่เทคโนโลยีจะเติบโตขึ้น นักพนันรวมกลุ่มกันเป็นคาสิโน นอกเหนือจากเกมสล็อต ผู้เล่นเลือกใช้โต๊ะ ที่จะเล่นเกมเช่น แบล๊คแจ็ค แต่อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีได้ก้าวกระโดดเข้ามาในระยะเวลาอันสั้นและเกมหลาย ๆเกมได้เข้ามาสู่โลกออนไลน์
ในหมู่พวกเขาเป็นเกมโต๊ะที่ในอนาคตเป็นคนจริงที่เป็นเจ้ามือความแตกต่างเดียวที่แทนที่ขึ้นมาคือมีคนจริง เกมได้ใช้เลขในการสุ่มไพ่ขึ้นมาและไม่ได้เลขดีกับนักพนันหลายคน
แต่ถึงอย่างไร ต้องขอบคุณเทคโนโลยีอีกครั้ง ในปัจจุบันมันสามารถที่จะใช้คนเป็นเจ้ามือโต๊ะพนันการถ่ายทอดสด อย่าง Live Casino Houseได้ให้ผู้เล่นได้สัมผัสประสบการณ์ที่เหมือนอยู่ในคาสิโนลาสเวกัสในเวลานั้น โดยที่คุณไม่ต้องออกจากบ้าน มันทำให้อะดีนาลีนพุ่งขึ้นมาเมื่อเจ้ามือวางไพ่แจกและมีชีวิตชีวาเมื่อพูดคุยเจ้ามือ
3. เสริมความเสมือนจริงในคาสิโน
พูดถึงการเล่นเกมที่แท้จริง ความเสมือนจริงเป็นอีกหนึ่งอย่างที่เกิดจากจากเทคโนโลยี มันประสบผลสำเร็จแล้วในรูปแบบอื่นของการเล่นเกมและปัจจุบัน มันกำลังก้าวเข้าสู่โลกการพนันได้รวบรวมคาสิโนหลายแห่งไว้ด้วยกัน
เทคโนโลยีอะไรที่สร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมใหม่ ๆและการคล้ายของจริงใหม่ ๆนี่เป็นอะไรที่คาสิโนหลายแห่งแข่งขันที่จะแนะนำนักพนักหน้าใหม่ให้เข้ามาดูประสบการณ์ที่เหมือนจริงมาก โปกเกอร์เป็นหนึ่งในเกมคาสิโนที่พร้อมจะใช้เทคโนโลยี นี่หมายความว่ามีผู้เล่นที่หลายคนสามารถแบ่งปันสภาพแวดล้อมที่เพิ่มเข้ามาในประสบการณ์
สิ่งที่สำคัญอย่างเดียวของผู้เล่นคือเวลา ที่สามารถมองผ่านเข้ามาที่เทคโนโลยีนี้ จำได้ว่า เกม VR เป็นอย่างเดียวที่กำลังเริ่มต้นและในอนาคตเป็นเหมือกล่องแพนโดร่าคุณจะไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป
เติมความจริงเป็นสิ่งใหม่ที่ถูกพัฒนาให้คล้ายกับความเสมือนจริง แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ชอบคุณสมบัติของเกม VR หรือ AR สภาพแวดล้อมที่มีอยู่กับคอมพิวเตอร์ทับซ้อน เช่น รูปภาพ อย่างเกมโปเกม่อนโกใช้และตอนนี้มันก็เคาะประตูคาสิโนแล้ว
เนื่องจากเทคโนโลยีเติมสภาพแวดล้อมเข้ามา มันทำให้การเล่นเกมสดน่าดึงดูดยิ่งขึ้น รูปภาพมีมุมมอง 360 องศาคุณเล่นสภาพแวดล้อมหรือมีฟีเจอร์มากกว่าที่มีผลผู้เล่น เจ้าหน้าที่ และโต๊ะเล่นพนัน
4. นิสัยของนักพนันต่อเงินทุนหมุนเวียน
เห็นได้ชัดว่านิสัยของนักพนันได้ค่อยๆปรากฎขึ้นและยังคงพัฒนาต่อไปเมื่อเวลาผ่านไป หนึ่งในตัวชี้วัดที่ใหญ่ที่สุดคือการเพิ่มขึ้นของสังคมการเล่นพนันและแอปการพนัน ขอบคุณเทคโนโลยี ที่ทำให้ผู้เล่นสามารถแข่งขันได้บนกระดานผู้นำและมีส่วนร่วมในช่องทางสังคมในหมู่คนอื่นๆ
อุปกรณ์มือถือก็เพิ่มขึ้นเช่นกันและตอนนี้เปอร์เซ็นต์ของประชากรโลกจำนวนมากเป็นเจ้าของสมาร์ทโฟน คาสิโนบังคับให้มีการพัฒนาเกมเพิ่อรองรับการใช้งานในโทรศัพท์ในขณะที่ส่วนใหญ่เลือกที่จะเพิ่มประสิทธิภาพเว๊ปไซต์ของพวกเขาสำหรับการพนันบนมือถือ นักพัฒนาเกมได้เริ่มดำเนินการกับการเคลื่อนไหวที่คล้ายกัน มีหลายคนที่เน้นสร้างเกมที่เหมาะกับอุปกรณ์พกพาด้วยการเคลื่อนไหวดังกล่าว ผู้เล่นสามารถเข้าถึงและเล่นเกมคาสิโนออนไลน์ที่ชื่นชอบในขณะที่ไป ในขณะที่ปี 2020 เล่นพนันบนมือถือเป็นความคาดหวังที่จะเปลี่ยนแปลงเกมเป็นชื่อคาสิโนใหม่ภายใต้ประเภทคลาสสิก เช่น รูเล็ต สล็อต โปกเกอร์และอื่น ๆจะดึงดูดการลงทุนมากขึ้นในพื้นที่ที่เดียวกัน
5. ปรับปรุงประสบการณ์ผู้ใช้ผ่านการเรียนรู้ของเครื่องและปัญญาประดิษฐ์
หลายคนมักใช้ปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่องมือเพื่อสิ่งเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้คือเกี่ยวกับวิธีที่คอมพิวเตอร์ทำงานคล้ายกับสมองของมนุษย์ อนาคตคอมพิวเตอร์เป็นสิ่งแรกที่ให้กฎและข้อมูลที่จะนำทางในการปฏิบัติงาน
ในกระบวนการ คอมพิวเตอร์จะใช้ข้อมูลและกฎเพื่อแก้ไขตัวมันเอง ส่วนที่สำคัญที่สุดของกระบวนการทั้งหมดคือการแก้ไขด้วยตัวเองที่อนุญาตให้ระบบกระทำการที่ดีกว่าในงานที่ตามมา สิ่งนี้จะช่วยให้ผู้เล่นได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้นเมื่อเล่นการพนัน
การเรียนรู้ของเครื่อง ในทางกลับกันมันอยู่ภายใต้ปัญญาประดิษฐ์ สาขานี้มุ่งเน้นเพิ่มเติมเกี่ยวกับแบบจำลองทางสถิติและขั้นตอนวิธีที่คอมพิวเตอร์สามารถดำเนินงานบางอย่าง ด้วยสิ่งนี้ระบบคอมพิวเตอร์จึงไม่จำเป็นต้องเรียนรู้เพิ่มเติม แทนที่มันจะใช้ข้อมูลที่รวบรวมไว้เพื่อปรับปรุงงานในอนาคต
เกมคาสิโนออนไลน์เป็นรายชื่ออุตสาหกรรมที่ใช้ AI และ ML อยู่แล้ว ที่ใช้เพื่อปรับปรุงความพึงพอใจของลูกค้า
พื้นที่หนึ่งในเกมคาสิโนออนไลน์ที่ในอนาคตพร้อมใช้เทคโนโลยีเพื่อความพึงพอใจของลูกค้า ผู้เล่นสามารถได้รับคำแนะนำของเกมที่ชื่นชอบโดยอ้างอิงจากตัวเลือกก่อนหน้า
อีกด้านคือการสนับสนุนลูกค้า ที่คาสิโนออนไลน์ใช้แชทบอทเพื่อแก้ข้อสงสัยของลูกค้า หลังจากทุก ๆคำถาม บอทสามารถเรียนรู้และดีกว่าที่จะจัดการกับแบบสอบถามต่อไป การป้องกันการฉ้อโกงและการตรวจพบเป็นการถูกผูกไว้เพื่อรับผลประโยชน์จาก AI และ ML การย้ายที่จะปรับปรุงความปลอดภัยสำหรับทั้งสองฝ่าย
เกมพนันออนไลน์ในปี 2020 จะเป็นอย่างไรต่อไป
คาสิโนออนไลน์ เช่น Wagerweb อยู่ในการแข่งขันเพื่อให้ลูกค้ากับประสบการณ์ของลูกค้าที่ดีที่สุดและเทคโนโลยีเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง ด้วยภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในโลกแห่งเทคโนโลยี มันเป็นเพียงเรื่องของเวลาจนกว่าการเปลี่ยนแปลงจะมาถึงอุตสาหกรรมการพนัน
คาสิโนบางแห่งได้รวมเทคโนโลยีต่างๆเข้ากับการดำเนินงานแล้วคนอื่นๆ มีแผนที่จะทำเช่นนั้นและในปี 2020 จะเป็นปีที่น่าตื่นเต้นสำหรับการพนันออนไลน์ หากคุณสนใจบทความที่เกี่ยวกับความบันเทิงมากยิ่งขึ้นและข้อมูลจากเราที่ Bit Rebels จากนั้นเรามีให้เลือกมากมาย
วันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563
วันพุธที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563
ธุรกิจเครือข่าย หรือ Multi-level Marketing (MLM) คือ?
Network Marketing ธุรกิจเครือข่ายคืออะไร ใช่แชร์ลูกโซ่หรือไม่ ธุรกิจเครือข่าย หรือ Multi-level Marketing (MLM) คือ?
ธุรกิจเครือข่าย Multi-level Marketing MLM
ความรู้ ข้อมูลธุรกิจเครือข่าย Network Marketing ธุรกิจเครือข่ายคืออะไร ใช่แชร์ลูกโซ่หรือไม่
ธุรกิจเครือข่าย หรือ Multi-level Marketing (MLM) คือหนึ่งในระบบการเคลื่อนสินค้าไปสู่ผู้บริโภคที่เติบโตเร็วที่สุดและก็ถูกเข้าใจผิดมากที่สุดเช่นเดียวกัน ปัจจุบันธุรกิจเครือข่ายถูกเชื่อว่าจะเป็นคลื่นลูกใหม่ สินค้าและบริการมูลค่ามากกว่าหนึ่งร้อยล้านเหรียญสหรัฐฯ จะถูกเคลื่อนผ่านบริษัทธุรกิจเครือข่ายทุกๆ ปี
ธุรกิจเครือข่าย หรือ Multi-level Marketing หรือ MLM คืออะไร
Marketing หรือ การตลาด หมายถึง การเคลื่อนสินค้าหรือบริการ จากผู้ผลิตไปถึงผู้บริโภค
Multi-Level อ้างถึง ระบบในการจ่ายค่าตอบแทนให้กับบุคคลตามลำดับชั้น
Multi หมายถึง มากกว่าหนึ่ง
Level หมายถึง ระดับหรือรุ่น
คำว่า MLM นี้ได้ถูกใช้อย่างแพร่หลายเสียจนพวกแชร์ลูกโซ่ที่ผิดกฎหมาย ได้พยายามทำตัวเองให้เหมือนกับธุรกิจเครือข่าย ซึ่งการกระทำดังกล่าวได้สร้างภาพในแง่ลบอย่างร้ายกาจและไร้เหตุผล ให้กับบริษัทธุรกิจเครือข่ายรุ่นใหม่ๆ
วิธีการเคลื่อนสินค้าและบริการ
Retailing หรือ การขายปลีก เช่นร้านขายของชำ ร้านขายยา หรือห้างสรรพสินค้า
Direct Sales (Single-Level Marketing) หรือ การขายตรง คือการขายสินค้าให้ผู้บริโภค ผ่านทางเทคนิคการขาย เช่น การไปบ้านผู้คนเพื่อนำเสนอสินค้า การโทรศัพท์ไปขายของให้กับลูกค้า การขายตรงบางครั้งถือว่าเป็นการขายที่ไม่มีพ่อค้าคนกลาง (เช่น ร้าน Retail หรือ บริษัทตัวแทนจำหน่าย) ยกตัวอย่าง เช่น การขายประกัน เครื่องครัว สารานุกรม สาวขายเอว่อน มิสทีน
Multi-Level Marketing (MLM) หรือ การตลาดเครือข่าย คือสิ่งที่เรากำลังจะพูดถึงไม่ควรสับสนระหว่างสองอย่างข้างบน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับการขายตรง คนส่วนใหญ่มักสับสนระหว่างการตลาดเครือข่ายกับการขายตรง
การสั่งทางไปรษณีย์ การทำการตลาดแบบไปรษณีย์สามารถถูกจัดอยู่ในกลุ่มของ Direct sales ได้
แชร์ลูกโซ่ อย่างที่รู้ๆกันแล้วว่าแชร์ลูกโช่นั้นผิดกฎหมาย เหตุที่ผิดกฎหมายเพราะว่ามันล้มเหลวในการเคลื่อนผลิตภัณฑ์ หรือบริการไปสู่ผู้บริโภคได้ ถ้าผลิตภัณฑ์ไม่เคลื่อนไหว เราจะไม่เรียกว่า “การตลาด” แชร์ลูกโซ่สามารถใช้คำว่า “เครือข่าย” ได้ แต่ไม่สามารถใช้คำว่า “การตลาด” ได้
ผู้คนคนมากมายส่วนใหญ่มีข้อขัดแย้งในใจ ที่ทำให้เขาไม่เข้าร่วมทำธุรกิจ MLM ก็คือ เขาจำแนกความแตกต่าง ระหว่าง MLM กับ การขายตรง ไม่ออก ไม่น่าแปลกใจที่คนส่วนมากสับสนเพราะบริษัท MLM ที่มีชื่อเสียงส่วนใหญ่นั้นอยู่ในสมาคมขายตรง และในบางครั้งคนอาจมองการทำธุรกิจเครือข่ายเหมือนการเดินขายของแบบเคาะประตูบ้าน เพราะว่าเขาเหล่านั้นได้รู้กับกับธุรกิจเครือข่ายครั้งแรก เมื่อคนขายมาเคาะประตูบ้านเพื่อพยายามขายของบางอย่างให้กับเขา ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว มันมีลักษณะบางอย่างที่จะแยก MLM ออกจากขายตรง นั่นก็คือ หากคุณอยู่ในธุรกิจ MLM คุณจะอยู่ใน ธุรกิจเพื่อตัวของคุณเอง แต่มิใช่โดยตัวของคุณเอง
การเข้าร่วมธุรกิจคือคุณจะได้ซื้อสินค้าในราคาขายส่ง มีหลายคนตัดสินใจเข้าร่วมธุรกิจเครือข่ายเพราะเหตุผลนี้ เมื่อคุณซื้อสินค้าได่ในราคา“ขายส่ง” ถ้าคุณต้องการ คุณสามารถ“ขายปลีกได้” และคุณจะได้ “กำไร” คนจำนวนมากเข้าใจผิดว่า คุณ “ต้อง” ขายปลีก คุณจึงประสบความสำเร็จ บางบริษัทถึงกับกำหนดยอดขายให้สมาชิกทำยอดตามเป้าเพื่อเขาจะได้รับผลตอบแทน คุณสามารถขายได้ถ้าคุณต้องการขาย แต่หากคุณต้องการสร้างรายได้มหาศาลแล้วหละก็ ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่แท้จริงนั้น มาจาก “การสร้างเครือข่าย”
สิ่งสำคัญ: ให้การขายสินค้าเป็นสิ่งที่เกิดตามมาจากการสร้างองค์กรแบบธรรมชาติ คนส่วนใหญ่จะ ล้มเหลว เพราะเขาทำสิ่งที่กลับกัน คือ เขาพยายามสร้างองค์กรโดยการขาย
คำว่า “ขาย” เป็นความคิดทางลบในจิตใจคนทั่วไปถึง 95เปอร์เซ็นต์ ธุรกิจเครือข่ายคุณไม่จำเป็นต้อง “ขาย” ตามความเข้าใจของโลก แต่อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ต้องเคลื่อนไหว มิฉะนั้นจะไม่มีใครได้รับเงิน ดอน เฟียล่า ได้ให้นิยามคำว่า ขาย ไว้ว่า “การโทรศัพท์ไปหาคนแปลกหน้า เพื่อขายของบางอย่าง ที่เขาอาจไม่จำเป็นต้องใช้ หรือ ไม่ต้องการ”
ขอย้ำยืนยันอีกครั้ง ผลิตภัณฑ์จะต้องเคลื่อนไหว มิฉะนั้นจะไม่มีใครได้รับเงิน
MLM เรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า Network Marketing เมื่อคุณสร้างองค์กร แต่แท้จริงแล้วคุณกำลังสร้างเครือข่ายในการกระจายสินค้าของคุณเอง การขายนั้นยังคงเป็นรากฐานของธุรกิจเครือข่าย เพียงแต่การขายในธุรกิจเครือข่ายมาจากการที่ผู้จำหน่าย “แบ่งปัน” หรือบอกต่อให้กับเพื่อนและญาติพี่น้องของเขา ไม่ใช่ให้กับคนแปลกหน้า การสร้างธุรกิจขนาดใหญ่ให้ประสบความสำเร็จคุณต้อง “สร้างความสมดุล” คุณต้องอุปถัมภ์ช่วยเหลือ และสอน MLM ให้กับคนอื่น และในกระบวนการนี้เองคุณจะสามารถสร้างลูกค้าได้ ซึ่งก็คือเพื่อนๆ หรือญาติพี่น้องนั่นเอง
ไม่ได้หมายความว่าต้องอุปถัมภ์คนทั้งโลก ด้วยตัวของคุณเอง Network marketing คือการสร้างองค์กรผู้จำหน่ายจำนวนมาก แต่ละคนขายคนละเล็กคนละน้อย ซึ่งดีกว่าการให้คนจำนวนน้อย ขายของปริมาณมาก ๆ
บริษัทธุรกิจเครือข่ายไม่ต้องเสียเงินปริมาณมหาศาลไปกับการโฆษณา เพราะสุดยอดแห่งการโฆษณาก็คือการบอกแบบปากต่อปากของสมาชิก บริษัทเครือข่ายจึงมีเงินมาใช้ในการพัฒนาสินค้าได้มากกว่าบริษัททั่วๆ ไป คุณภาพสินค้าของธุรกิจเครือข่ายจึงมักจะดีกว่าสินค้าคู่แข่งกลุ่มเดียวกันที่พบตามร้านค้าปลีก คุณเพียงแค่แบ่งปันสินค้า หรือผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงกว่าสินค้ายี่ห้ออื่น ในหมวดเดียวกัน ให้เขาเปลี่ยนมาใช้ยี่ห้อใหม่ ซึ่งคุณได้ทดสอบแล้วว่า มันดีกว่า
Direct Selling กับธุรกิจเครือข่าย MLM
คงเห็นแล้วว่า ธุรกิจเครือข่าย ไม่ใช่การเดินไปเคาะประตูตามบ้านเพื่อขายสินค้าให้กับคนแปลกหน้า ธุรกิจเครือข่ายสอนว่า การที่คุณแบ่งปันคุณภาพสินค้าและบริการให้กับเพื่อนของคุณนี้แหละที่ “การขาย” เข้ามาเกี่ยวข้อง จริงๆ ควรใช้คำว่า “การแบ่งปัน” มากกว่า “การขาย” เพราะมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ
หากคุณทำงานให้กับบริษัทขายตรง และคุณตัดสินใจลาออกเพราะคุณต้องย้ายไปอาศัยที่ท้องถิ่นอื่น คุณอาจต้องเริ่มทำงานทั้งหมดใหม่อีกครั้ง แต่หากคุณอยู่ในบริษัท MLM คุณสามารถย้ายไปที่ใดก็ได้ และเริ่มอุปถัมภ์ผู้คนใหม่โดยไม่สูญเสียยอดขายจากองค์กรที่คุณได้สร้างไว้ แล้วในท้องที่เดิม การทำธุรกิจเครือข่ายคุณสามารถสร้างรายได้ได้มากมายจากการสร้างองค์กร ไม่ใช่แค่การขาย ขอยืนยังอีกครั้ง คุณสามารถมีความเป็นอยู่ที่ดีได้จากการขายของ แต่คุณสามารถสร้าง “ความมั่งคั่งอย่างถาวร” ได้ด้วยการสร้างองค์กรเท่านั้น
ผู้คนจำนวนมาก ตัดสินใจเข้าสู่ธุรกิจเครือข่ายเพียงแค่ต้องการมีรายได้เพิ่มเดือนละ 5000 , 10000 บาท หรือ 20000 บาท ต่อเดือนและเมื่อเขาเอาจริงเอาจังแล้ว ธุรกิจเครือข่ายที่ดี จะสามารถทำให้เขาทำได้ถึงเดือนละ แสน หรือ 3 แสนได้ หรือมากกว่านั้น เขาเหล่านี้ไม่ได้หาเงินจำนวนมากจากการขายของ เขาทำได้จากการสร้างองค์กร
นี้ คือข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจเครือข่าย คุณจะสามารถสร้างองค์กรได้อย่างรวดเร็วด้วยโดยการสอนสร้างทรรศนะคติที่ถูก ต้องเกี่ยวกับธุรกิจเครือข่ายให้กับผู้มุ่งหวัง หากผู้มุ่งหวังของคุณเข้าใจว่าธุรกิจเครือข่ายนั้นผิดกฎหมาย คุณจะมีปัญหาในการอุปถัมภ์เขาอย่างแน่นอน
คุณต้องชี้แจงและแสดงให้ เขาเห็นถึงข้อเท็จจริง เพื่อขจัดทรรศนะคติหรือความเข้าใจผิดที่ว่า “ธุรกิจเครือข่ายนั้นเหมือนพีระมิด” พีระมิดหรือแชร์ลูกโซ่นั้นสร้างจากยอดลงมาด้านล่าง ดังนั้น ผู้ที่เข้ามาสู่ธุรกิจเป็นกลุ่มแรกเท่านั้นที่สามารถอยู่ด้านบนของพีระมิด แต่ในในธุรกิจเครือข่าย ทุกๆ คนเริ่มต้นจากด้านล่างและมีโอกาสเท่าๆ กันที่จะสร้างองค์กรขนาดใหญ่ของตัวเอง ทุกๆ คนสามารถสร้างองค์กรให้ใหญ่กว่าองค์กรของผู้แนะนำของเขาได้หลายเท่าถ้าต้อง การ
ข้อแตกต่างอีกอย่างของธุรกิจ MLM กับการขายตรงนั้นคือการ “ช่วยเหลือ” (Sponsor) ผู้จำหน่ายคนอื่นๆ บางบริษัทอาจใช้คำว่า การหาสมาชิกใหม่ อย่างไรก็ตาม การ Sponsor กับการหาสมาชิกนั้นต่างกันอย่างแน่นอน คุณ Sponsor คนบางคน แล้ว “สอน” ให้เขาทำสิ่งที่คุณทำอยู่ เพื่อให้เขาสร้างธุรกิจของเขาเอง การ Sponsor คนบางคน กับการทำให้คนบางคนเซ็นใบสมัครนั้นต่างกันมาก เมื่อคุณ “Sponsor” ใครบางคน คุณกำลังให้คำมั่นสัญญาที่จะช่วยเขาจนกว่าเขาจะประสบความสำเร็จ หากคุณไม่ประสงค์ที่จะให้คำมั่น คุณกำลังทำร้ายเขาถ้าคุณทำให้เขาเซ็นใบสมัคร
ณ จุดนี้ สิ่งที่คุณต้องการคือความตั้งใจจริงที่จะช่วยให้เขาสร้างธุรกิจของตัวเอง การช่วยเหลือคนคนหนึ่งให้สร้างธุรกิจของตัวเอง มันเป็น “ความรับผิดชอบ” ของผู้แนะนำที่ต้องสอนผู้ที่เขานำเข้ามาในธุรกิจให้รู้ถึงทุกสิ่งทุกอย่างใน ธุรกิจ เช่น การสั่งสินค้า การจดบันทึกความคืบหน้าในธุรกิจ การเริ่มต้น วิธีในการฝึกอบรม เพราะการช่วยเหลือเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเครือข่าย เติบโต เมื่อองค์กรโต คุณก็จะเป็นนักธุรกิจอิสระที่ประสบความสำเร็จ ในที่สุดคุณจะกลายเป็นเจ้านายของตัวเอง
มีคนกล่าวไว้ว่าภายในยุค 1990s MLM หรือธุรกิจเครือข่าย ได้ทำเงินไปมากกว่า หนึ่งร้อยล้านเหรียญ นี่เป็นธุรกิจที่ใหญ่มาก!! แต่คนส่วนใหญ่กลับไม่รู้ ธุรกิจเครือข่ายนั้นอยู่รอบๆ ตัวเรามามากกว่า 40 ปีแล้ว บางบริษัทที่เปิดทำการมากว่า 20 ปี กำลังทำเงินมากกว่าร้อยล้านเหรียญต่อปี
แต่ต้องยอมรับว่าในประเทศไทย ธุรกิจลักษณะนี้มีหลายคนไม่ชอบ แต่ในความไม่ชอบนั้น สาเหตุมันเกิดมาจาก "คน" ไม่ได้เกิดมาจากตัว "ธุรกิจ"
หลาย คนเอาธุรกิจเครือข่ายไปทำผิดๆ ทำแบบมือสมัครเล่น ทำแบบโลภหวังรวยทางลัด สุดท้ายก็ไม่ประสบความสำเร็จ แล้วก็เลิกทำธุรกิจไป ตัวเองเลิกคนเดียวไม่พอ พาคนที่ชวนมาเลิกไปด้วย แล้วก็แอนตี้ธุรกิจนี้ไปด้วยเลย ทั้งๆที่สาเหตุมันมาจาก "คน"
ณ วันนี้ธุรกิจเครือข่ายที่ดี มันจึงต้องมี "ระบบ" และมีการทำงานอย่างเป็นขั้นเป็นตอน มีระบบที่เราจะต้องทำแบบมืออาชีพ ไม่ใช่ทำเล่นๆ เสริมๆ จะเห็นว่ามีการเปิดคอร์สอบรม/สอนการทำธุรกิจเครือข่าย อย่างเอาจริงเอาจัง มากมาย และมีการแข่งขันสูง ลองศึกษาเชิงลึกดูแล้วจะรู้ว่ามันไม่ธรรมดา




