วันอาทิตย์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2559

6 วิธีเพิ่มจำนวนคนเห็นโพสต์แบบไม่ต้องเสียเงิน

คุณพ่อค้าแม่ค้าหลายคนอาจสงสัยว่าทำไมเพจของตัวเองที่มีคนกดไลค์ตั้งเยอะตั้งแยะ ถึงมีคนเห็นโพสต์ (Reached) จริงๆ น้อยเหลือเกิน แถมแต่ละโพสต์ยังมียอด Like, Comment, Share น้อยเข้าไปใหญ่ แต่ไม่ต้องตกใจนะคะปัญหานี้เป็นกันทุกคน และที่สำคัญคือมันมีวิธีแก้ไขค่ะ วันนี้ผู้เขียนเลยขออาสาเอาวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยเพิ่มจำนวนคนเห็นโพสต์ให้คุณพ่อค้าแม่ค้าได้แบบฟรีๆ มาฝาก แต่ก่อนอื่นผู้เขียนขออธิบายระบบการคำนวณของเฟสบุ๊คเพื่อเลือกแสดงโพสต์แต่ละโพสต์ก่อน เพื่อให้คุณพ่อค้าแม่ค้ารู้และเข้าใจวิธีแก้ปัญหาได้ดีขึ้นค่ะ

คะแนนของโพสต์ (
Edgerank) และการคำนวณ
โพสต์แต่ละโพสต์บน เฟสบุ๊คจะมีคะแนนของตัวเองค่ะ และคะแนนนี้จะเป็นตัวกำหนดว่าจะมีคนเห็นโพสต์ของคุณกี่คน และมีใครบ้าง โดยทางเฟสบุ๊คจะคำนวณคะแนนให้โพสต์จากปัจจัยสามอย่าง คือ


Affinity – ความใกล้ชิดระหว่างเพจของคุณกับแฟนๆ

เฟสบุ๊คจะดูว่าแฟนแต่ละคนมีปฏิสัมพันธ์กับเพจของคุณมากน้อยแค่ไหน ถ้าเขาเคยมา Like, Comment, Share โพสต์ในเพจของคุณเยอะ โอกาสที่โพสต์ของคุณจะไปแสดงบนหน้า Newsfeed ของแฟนคนนั้นก็จะสูงขึ้นตามค่ะ

Weight – น้ำหนักของโพสต์
เฟสบุ๊คจะให้น้ำหนักกับโพสต์แต่ละชนิดไม่เท่ากัน โดยจะให้น้ำหนักจากมากไปหาน้อยดังนี้ค่ะ
  • รูปภาพ/วิดีโอ (วีดีโอที่สร้างบนเฟสบุ๊คไม่ใช่วิดีโอจาก YouTube นะคะ)
  • ลิงก์
  • ข้อความ
นอกจากนี้ โพสต์ที่มีการ Like, Comment, Share เยอะๆ ก็จะถือว่าเป็นโพสต์ที่มี Weight เยอะด้วยค่ะ
Time Decay – ความใหม่ของโพสต์
โพสต์บนเฟสบุ๊คนี้คล้ายอาหารเลยค่ะ ยิ่งอยู่มานานมากเท่าไหร่ความสดใหม่ก็จะยิ่งลดน้อยลง เพราะฉะนั้นนี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมเราถึงไม่เห็นโพสต์เก่าๆ จากปีที่แล้วบนหน้า Newsfeed ของเรา
แต่อย่าลืมนะคะว่าค่าของทั้งสามอย่างต้องเอามาคำนวณด้วยกัน เพราะฉะนั้นโพสต์ที่มีแต่ข้อความ (ที่เฟสบุ๊คให้ค่าน้ำหนักน้อยกว่าแบบอื่น) ที่ดึงดูดให้คนกด Like กด Share ได้มากๆ ก็สามารถมีคนเห็นเยอะกว่าโพสต์รูปที่ไม่น่าสนใจก็ได้ค่ะ
เพิ่มจำนวนคนเห็นโพสต์ยังไง
?
เมื่อรู้แล้วว่าเฟสบุ๊คมีวิธีการเลือกโชว์โพสต์ยังไง เราก็มาดูกันดีกว่าว่าจะเพิ่มคะแนนของโพสต์ หรือ Edgerank ยังไง
1. โพสต์คอนเทนต์น่าสนใจ
คอนเทนต์น่าสนใจในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงคอนเทนต์ข่าวดาราหรืออะไรนะคะ แต่หมายถึงคอนเทนต์ที่สามารถดึงดูดให้แฟนๆ ของเพจอยากกด  Like, Share, Comment ซึ่งถ้าคุณเป็นเจ้าของเพจร้านค้าก็ควรจะโพสต์คอนเทนต์เกี่ยวกับสินค้าที่น่าสนใจ เช่น แทนที่จะเขียนข้อความอธิบายสินค้าตรงๆ ก็ลองพูดในเชิงให้ความรู้ สมมติคุณพ่อค้าแม่ค้าขายครีมหอยทาก ก็อาจเล่าเรื่องเกี่ยวกับหอยทากที่หลายคนไม่เคยรู้มาก่อน เช่นความเป็นมาของการนำเมือกหอยทากมาใช้ แค่นี้คนก็จะสนใจ อยาก Like อยาก Share ซึ่งจะช่วยเพิ่มค่าความใกล้ชิด (Affinity) และน้ำหนัก (Weight) ได้ง่ายๆ
2. โพสต์รูปภาพหรือวิดีโอ
อย่างที่บอกไปแล้วว่าเฟสบุ๊คให้ค่าโพสต์แต่ละประเภทแตกต่างกัน โพสต์ที่เป็นภาพหรือเป็นวิดีโอ (ที่อัปโหลดบนเฟสบุ๊ค) จะมีค่าน้ำหนัก (Weight) มากกว่าโพสต์ชนิดอื่น รู้อย่างนี้แล้วคุณพ่อค้าแม่ค้าก็อย่าลืมหารูปภาพสินค้าสวยๆ หรือวิดีโอรีวิวน่ารักๆ มาให้แฟนๆ กด Like กันนะคะ
3. สื่อสารกับลูกเพจ
หมั่นคุยกับแฟนเพจผ่านกล่องคอมเมนต์และอินบ็อกซ์ ยิ่งถ้าเขาทักมาก่อนก็อย่าพลาดโอกาสที่จะตอบ เพราะนี่จะทำให้เฟสบุ๊คเห็นว่าเราสนิทกับแฟนๆ ของเพจเรา และจะช่วยเพิ่มค่าความใกล้ชิดให้แต่ละโพสต์ของเรา เท่ากับเพิ่มโอกาสที่แฟนๆ ของเพจจะเห็นโพสต์ค่ะ
4. โพสต์ตั้งคำถามให้ลูกเพจตอบ
โพสต์แบบนี้ถือว่าได้สองต่อเลยค่ะ เพราะเมื่อลูกค้าคอมเมนต์คุณก็สามารถไปตอบลูกค้าได้ หมายความว่าจะได้ทั้งค่าน้ำหนัก (Weight) จากการคอมเมนต์ และค่าความใกล้ชิด (Affinity) จากการพูดคุยโต้ตอบกัน และถ้ากลัวจะตกหล่นหรือตอบช้า (อย่าลืมนะคะว่าโพสต์แต่ละโพสต์มีคะแนนความใหม่ ถ้าตอบคอมเมนต์ช้าไปเกิน 1 วันก็ไม่มีความหมายแล้ว)
5. ใส่ข้อความขอให้ Like, Share, Comment ไปในโพสต์
ถึงจะตรงไปหน่อย แต่นี่เป็นวิธีเพิ่มคะแนนของโพสต์ที่ใช้ได้ดีมากๆ เลยนะคะ ถ้าคุณพ่อค้าแม่ค้ารู้สึกลำบากใจ ไม่รู้จะเขียนยังไงดี ผู้เขียนอยากแนะนำให้เขียนแบบน่ารักๆ เป็นกันเอง แฟนๆ จะได้ไม่รู้สึกว่าโดนสั่งหรือโดนบังคับค่ะ
6. เลือกเวลาโพสต์ให้ถูกต้อง
การเลือกเวลาโพสต์ก็มีส่วนสำคัญมากๆ ต่อการเห็นของแฟนๆ นะคะ ลองนึกง่ายๆ โพสต์ที่โพสต์ตอนตีสามขณะที่ทุกคนนอนหลับ กับโพสต์ที่โพสต์ตอนหกโมงเย็นขณะที่ทุกคนกำลังนั่งรถติดอยู่ แน่นอนว่าโพสต์หกโมงเย็นจะต้องมีคนเห็นมากกว่าแน่นอน เพราะมีจำนวนคนออนไลน์เยอะกว่า แต่เรื่องเวลาออนไลน์ของลูกเพจนี่ก็แล้วแต่เพจนะคะ แฟนๆ ของบางเพจอาจจะออนไลน์ดึกกว่าปกติ 

วิธีที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ผู้เขียนมั่นใจว่าคุณพ่อค้าแม่ค้าทุกคนสามารถทำได้แน่นอน และอย่าลืมนะคะว่าสิ่งที่สำคัญกว่าการดึงคนเข้าเพจ คือการรักษาคนเหล่านั้นเอาไว้ให้เป็นลูกค้าของคุณต่อไป ซึ่งจะทำได้ก็ต่อเมื่อคุณมีการจัดการเพจที่ดี 


วันพุธที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2559

บทความทั้งหมด

บทความทั่วไป
รู้มั๊ยความหมายของคำว่า โชคดี ที่แท้คืออะไร
แพ้เป็นถ่าน ผ่านเป็นเพชร
เรื่องของคน
นิทานเรื่องนี้ดีนะ...ขอมอบให้คนที่ยังติดยึด
มันอยู่ที่"วิธีคิด" จริง ๆ
คุณคิดแบบ"ผึ้ง"หรือ"แมลงวัน"
8 ข้อคิดดี ๆ ฝึกหาความสุข
คุณมีเงิน แต่คุณมีค่าไหม?
โลกนี้ที่อยู่รอดได้ ก็เพราะเหตุนี้ 
เพิ่มพลังสมองเป็น 10 เท่า เรียนรู้ได้เร็ว
เก็บตกมาจาก Facebook...เอาไว้สอนลูกหลานนะ
อย่ารอให้แตะ 60 แล้วค่อยเตรียมตัวเกษียณ
กุศโลบาย
ใครๆ ก็เป็นโค้ชได้
จัดการกับความกลัวด้วย “ความกลัว (F-E-A-R)
TEAM
เหตุแห่งการปฏิเสธ ธุรกิจขายตรง

วันอังคารที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2559

สิ่งที่คุณต้องเรียนรู้เกี่ยวกับธุรกิจออนไลน์


สิ่งที่ควรเรียนรู้ 5 ประการก่อนจะลงมือทำธุรกิจเครือข่าย MLM ออนไลน์

1.ต้องมีความรู้ความเข้าใจในการบริหารทรัพยากรบุคคล


2.ต้องมีความรู้ในการใช้เครื่องมือการตลาดออนไลน์ และยุทธวิธีการดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพและทรงพลัง

3.ต้องถ่ายทอดกลยุทธ์การบริหารธุรกิจให้ทีมงานสามารถทำงานสร้างระบบการตลาดออนไลน์ได้ด้วยตนเอง

คุณกำลังขายสินค้าที่มีคู่แข่งเต็มหน้าเฟส ใช่หรือไม่??


              ➡ ผู้แนะนำคุณบอกให้คุณโพสต์ โพสต์ โพสต์ ใช่หรือไม่??
              ➡ คุณกำลังสงสัยว่าผู้แนะนำคุณกำลังหลอกให้คุณซื้อสินค้าใช่หรือไม่??
              ✔ ถ้าใช่! คุณและเขาไม่ผิดหรอก แต่พวกคุณกำลังใช้วิธีที่ผิด
              ✔ เราสอนเทคนิคจับแพะชนแกะ แต่คุณต้องเป็นนักเรียนที่ดี
              ✔ ทำอย่างไรให้มีสินค้ามาทำกำไรแบบPassive  
                   โดยที่ไม่ต้องลงทุนแม้แต่บาทเดียว !
              ✔ ยิ่งกว่านั้นคือไม่ต้องเสียเวลามานั่งโปรโมทสินค้าเอง
              ✔ แต่มีรายได้ไหลเข้ากระเป๋าได้ทุกวินาที ประเมินมูลค่าไม่ได้
                                        คลิกเลยค่ะ


การเป็นเจ้าของธุรกิจเครือข่ายที่ประสบความสำเร็จ




คุณต้องหาเป้าหมายให้ได้ก่อนว่าทำธุรกิจนี้ไปทำไม ทำธุรกิจนี้แล้วได้อะไร ไม่สำคัญกว่าทำธุรกิจนี้ไปทำไม ถ้าคุณทำเพราะดีกว่าอยู่เปล่าๆ ผมแนะนำว่าอยู่เปล่าๆดีกว่าครับ
คุณต้องมีเป้าหมายเพื่อคนอื่นก่อน จึงจะทำธุรกิจนี้ได้ ธุรกิจนี้จะประกอบด้วย 2 ส่วน
1.คุณต้องอยากที่จะประสบความสำเร็จ
2.คุณต้องช่วยให้ผู้อื่นประสบความสำเร็จด้วย
ถ้าคุณช่วยผู้อื่นสร้าง ทีมงานไม่ได้ คุณก็ไม่ประสพความสำเร็จอยู่ดี คุณก็หยุดไม่ได้อยู่ดี ต้องคิดให้ได้ว่าเวลากับเงินอย่างไหนสำคัญกว่ากัน คุณทำงานประจำก็ได้เงินครับ ไม่ต้องมาทำเครือข่ายหรอก เช้าไปทำงานเย็นกลับบ้านเช้าไปทำงานเย็นกลับบ้านคุณก็ได้เงิน แต่เวลาที่เราต้องเสียไปวันละ 8 ชั่วโมง เราไม่สามารถใช้เงินซื้อกลับมาได้ ถ้าคุณเข้าใจ ไม่จำเป็นต้องเป็นธุรกิจเคือข่าย คุณทำธุรกิจอะไรก็ได้หมด เพื่ออิสรภาพด้านเวลา คนเราเกิดมาเพื่อใช้ชีวิต ไม่ได้เกิดมาเพื่อทำงานตลอดชีวิต ภารกิจเป้าหมายนั้นยากจะวัด เห็น หรือจับต้องได้
" ภารกิจเป้าหมายจะช่วยให้คุณยึดมั่นอยู่กับความมุ่งหมายเดิมได้ เพราะในช่วงเริ่มต้น ปัจจัยหลายๆ อย่างอาจทำให้คุณออกนอกลู่นอกทางได้ ทางที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้คุณกลับเข้าสู่เส้นทางเดิมได้คือ ให้ทบทวนดูภารกิจเป้าหมายของคุณใหม่ และพิจารณาว่าการแตกออกไปมีผลต่อการบรรลุเป้าหมายของคุณหรือไม่ ถ้ามี คุณต้องจัดการกับปัญหานั้นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้คุณกลับมาทุ่มเทความพยายามให้กับภารกิจเป้าหมายทั้งหมดอีกครั้ง " (พ่อรวยสอนลูก 4 หน้า 263 )




2.ทำงานเป็นทีม
นี้คือจุดเด่นที่ธุรกิจอื่นไม่มี เจ้าของร้านส่วนมากทำงานคนเดียว เปิดร้าน ขายของเอง เก็บเงินเอง ทำบัญชีเอง ปิดร้านเอง จ่ายภาษีเอง โอนเงินเอง กู้เงินเอง ไม่มีใครเก่งกว่าเรา แล้วก็ทำเองไปตลอด แต่ธุรกิจเครือข่ายเรามีโอกาสแล้วที่จะเล่นเป็นทีมได้จงทำงานกับจุดแข็งของทีมเราเสมอ set ทีมงานออกมา คนไม่มีรถสปอนเซอร์คนมีรถ คนพูดไม่เก่งสปอนเซอร์คนพูดเก่ง รู้จักคนน้อยสปอนเซอร์คนกว้างขวาง การทำงานเป็นทีมคุณอย่าเป็นคนที่เก่งที่สุด ทุกคนไม่มีใครสมบูรณ์แบบ แต่ถ้าเรารวมจุดแข็ง แล้วรู้ว่าจะทำงานกับจุดแข็งไหนได้ จะเป็นทีมที่เข้มแข็งมาก คุณจะไปสปอนเซอร์ ดร. คุณมองหาในทีมมีใครเป็น ดร. มั๊ย คุณจะสปอนเซอร์หมอ ใครในทีมน่าจะเหมาะที่จะคุยกับหมอ โอกาสที่จะสำเร็จก็มากกว่า ใครถนัดในสินค้าตัวไหน ใครในทีมที่สามารถให้คำตอบนี้ได้ การทำงานเป็นทีม รวมถึงการปรึกษาอัพไลน์ในสายงาน เน้นว่าต้องเป็นอัพไลน์ที่ active และ อยู่ในภารกิจเป้าหมายเดียวกับเรา อัพไลน์บางคนอยากให้คุณออกไปขายสินค้าเพราะต้องการยอด หรือใช้แนวทางที่ผิดบางอย่าง เช่นให้เราตุนสินค้า ให้เราผ่อนของมาเยอะๆ เราต้องพิจรณาดีๆ เพราะธุรกิจเราไม่ใช่ธุรกิจอัพไลน์ ถ้าเรารู้สึกว่าออกนอกแนวทางให้เรา รีบทบทวนภารกิจเป้าหมายทันที


วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2559

เรื่องของกฏทวีคูณ คนที่เข้าใจแผนธุรกิจแบบไบนารี่อย่างถ่องแท้เท่านั้นจึงจะเข้าใจ และรู้ว่ามันไม่ใช่ความลับทางธุรกิจอะไรเลย

เรื่องของกฏทวีคูณ คนที่เข้าใจแผนธุรกิจแบบไบนารี่อย่างถ่องแท้เท่านั้นจึงจะเข้าใจ และรู้ว่ามันไม่ใช่ความลับทางธุรกิจอะไรเลย
=============================================
อีก 1 ประโยคค่ะ.. " การที่เราทำงานใดไม่สำเร็จไม่ได้หมายความว่างานนั้น ๆ ไม่ดี หรือไม่มีประสิทธิภาพ
แต่ควรกลับมามองการกระทำของเราว่าเพียงพอจะให้ไปสู่ความสำเร็จหรือไม่..
การสาดเสียเทเสียใส่ธุรกิจที่เราเคยทำ เหมือนคุณเทสิ่งลบไปสู่จิตใจของคุณทีละเล็กทีละน้อย
และแน่นอนจากนั้นทุกการกระทำของคุณจะถูกนำมาเปรียบเทียบกับสิ่งที่คุณทำทุกครั้ง..หากคุณยังทำแบบเดิมธุรกิจแนวเดิมคุณจะถูกขั้นกลางด้วยพลังลบที่คุณฝังไว้ในยามที่คุณสาดเสียเทเสียธุรกิจเดิม" สายน้ำทางธุรกิจของคุณจะไม่ใช่สีฟ้า สีอะไร
แต่กลายเป็นน้ำเน่าสีดำ ๆ ....
เค้าสอนให้เรารู้จักละวาง ถ้าหากเราทำได้ไม่ดีแล้วอยากเปลี่ยนใจ
เราต้องทำอย่างมีสปิริต เพราะมันเหมือนเรามีเชิงบวกใส่สมองเราไว้ประมาณนี้อ่ะค่ะ
ดิฉันย้ำเพื่อน ๆ นะ ทุกสิ่งที่เราทำยามลืมตามันมีพลังน้อยมากกับจิตใต้สำนึกหลังหลับ..
เพราะผลการวิจัยมันชัดเจนมาก หลังหลับสมองเราตื่นตัวมากกว่าตอนตื่นหลายเท่าเพื่อจัดระเบียบเมมโมรี่ เปรียบเทียบเป้าหมายกับสิ่งที่เรานึกคิดในจิตใต้สำนึก...สร้างนิสัยใหม่กันค่ะ
แพ้เราก็เป็นพระ ชนะเราก็ยังเป็นพระอยู่



วันศุกร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2559

มาทำความรู้จัก FinTech กันเถอะ

มีคนเคยให้นิยามของ Fintech ว่าเปรียบเทียบเสมือน R&D (Research and Development) ที่หาคุณสมบัติการให้บริการที่มีลูกค้าเป็นศูนย์กลางในการคิดค้นรูปแบบธุรกิจหรือการคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาด โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ
 Traditional fintech องค์กรเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่เป็นเสมือน Facilitator สนับสนุนบริการด้านการเงินต่างๆ

Emergent fintech  องค์กรขนาดเล็กที่เป็นเสมือน Disruptor นำเทคโนโลยีใหม่ๆ สร้างนวัตกรรมตัวกลางในการให้บริการด้านการเงิน

ในขณะเดียวกันมีอีกมุมหนึ่งที่นำเสนอโดย Chris Skinner ผู้แต่งหนังสือ “Digital Bank” กล่าวไว้อย่างน่าสนใจคือ เป็นตลาดใหม่อันเกิดจากการเชื่อมกันระหว่างด้านการเงินและเทคโนโลยี เป็นส่วนผสมของกระบวนการดั้งเดิมในเรื่องทางการเงินไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของเงินทุนหมุนเวียน, Supply Chain, กระบวนการชำระเงิน, การฝาก/ถอน, ประกันชีวิต และอื่นๆ แต่แทนที่จะเป็นโครงสร้างการทำธุรกรรมแบบเดิมก็มีการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์แบบและสะดวกต่อผู้ใช้งานมากขึ้น

Chris ไม่ได้มองว่า FinTech เป็นงานในรูปแบบของ R&D ของธุรกิจการเงินหรือรูปแบบ Tradional FinTech อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นเลย บริษัทเหล่านั้นเช่น IBM, Unisys, NCR ไม่ใช่กลุ่มของ FinTech แต่เป็น Bank Technology Service Provider หรือผู้ให้บริการเทคโนโลยีในโลกของธุรกิจการเงินการธนาคารเมื่อศตวรรษที่ผ่านมา

สำหรับเมืองไทยของเรา FinTech ถือเป็นประเด็นร้อนแรงของ Startup ไทยในปีนี้เลยกว่าได้ เนื่องจากมี Startup ให้ความสนใจในสาย FinTech เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาทิเช่น Stockradars, Omise เองที่เห็นปัญหาใกล้ตัวโดยอยากจะพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไม่เพียงเท่านั้นยังมีสถาบันการเงินต่างๆ ที่เริ่มเข้ามาให้การสนับสนุนเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้กับวงการ Startup อย่างเช่น ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กับโครงการ KungsriUni Startup ที่กำลังจัดขึ้นในตอนนี้ อย่างที่ทราบกันดีเรื่องเงินๆ ทองๆ เป็นเรื่องที่ควรจัดสรรให้ดีหากเรามีเครื่องมือที่เข้ามาช่วยให้การทำธุรกรรมทางการเงินเป็นเรื่องง่าย

ที่มา
: thefinanser