วันเสาร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ความลับสวรรค์ Facebook เผยหลักการของอัลกอริทึมเลือกโพสต์มาแสดงบน News Feed


The Facebook office in Menlo Park, California.

อัลกอริทึมการจัดเรียง News Feed ของ Facebook ถือเป็นความลับสำคัญของบริษัท (เฉกเช่นเดียวกับ search result ของกูเกิล) อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่นานมานี้ Facebook เปิดเผยหลักการทำงานบางส่วนของ News Feed ให้กับผู้สื่อข่าวของ Slate ทราบ ส่งผลให้เราพอรู้เพิ่มขึ้นอีกนิดว่า News Feed ทำงานอย่างไร
Adam Mosseri (standing), the director of product for news feed, with his team of product managers. Clockwise from far left: Greg Marra, Vibhi Kant, Uzma Barlaskar, Chris Tosswill, Mosseri, Scott Thomson, and Sammi Krug.

ทุกโพสต์บน News Feed จะได้รับคะแนนความน่าสนใจ (relevancy score) อิงตามผู้ใช้แต่ละคน โดยพิจารณาจากปัจจัยย่อยๆ เป็นหลักหลายร้อยตัว จากนั้นจะถูกจัดเรียง (sort) อีกทีหนึ่งก่อนนำเสนอให้ผู้ใช้เห็น
แนวคิดหลักของ Facebook คือแสดงโพสต์ให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้แต่ละคนให้มากที่สุด ซึ่งเป็นเรื่องยากในทางปฏิบัติ เพราะ Facebook เองก็ไม่ทราบว่าผู้ใช้คิดอย่างไรกับโพสต์ที่ถูกดึงมาแสดงผล การให้คะแนนโพสต์จึงเป็นแค่การคาดเดา (prediction) ที่อาจถูกหรือผิดก็ได้ ส่งผลให้บริษัทต้องหาวิธีประเมินผลงานของตัวเองตามมา
วิธีการประเมินผลขั้นต้นที่ Facebook ใช้งานคือการนับ click/like/share/comment หรือปฏิสัมพันธ์กับโพสต์นั้นๆ ซึ่งถือเป็นการประเมินอย่างหนึ่ง แต่ก็ยังไม่แม่นยำพอ เช่น เราอาจอ่านโพสต์เศร้าๆ แล้วไม่อยากกดไลค์ให้ แต่โพสต์นั้นมีความเชื่อมโยงกับเรา ปัจจัยอื่นที่ Facebook นำมาคำนวณด้วยคือระยะเวลาที่ใช้อ่านโพสต์นั้นๆ แต่ก็ต้องระวังปัจจัยแปรผันเรื่องความเร็วอินเทอร์เน็ตของผู้ใช้แต่ละคนด้วย (เน็ตช้า อาจใช้เวลานานกว่าปกติ ไม่ได้แปลว่าชอบกว่าปกติ)
ช่วงหลัง Facebook เลือกใช้วิธีสร้างกลุ่มตัวอย่างขนาดประมาณ 1,000 คน (ช่วงแรก กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อยู่ในเมือง Knoxville ในสหรัฐอเมริกา แต่ช่วงหลังขยายพื้นที่ให้มากขึ้น) แล้วขอให้ส่งความเห็นอย่างละเอียดว่าชอบหรือไม่ชอบโพสต์ที่เห็นอย่างไรบ้าง กลุ่มตัวอย่างนี้มีชื่อเรียกว่า feed quality panel เป้าหมายของการถามความเห็นจากกลุ่มตัวอย่าง เป็นเพราะ Facebook ทราบว่าหลายๆ ครั้ง เรามีความคิดเห็นต่อโพสต์บางโพสต์ แต่เรากลับไม่มีปฏิสัมพันธ์ใดๆ กับมันเลย ทำให้ Facebook ไม่สามารถตรวจวัดได้ว่าผู้ใช้ชอบหรือไม่ชอบกันแน่

วิธีการอีกอย่างที่ Facebook นำมาใช้คือเปิดให้ผู้ใช้สั่ง Hide โพสต์นั้นได้ ซึ่งระบบจะมองว่าเป็นปฏิกริยาด้านลบที่มีน้ำหนักเยอะที่สุดต่อโพสต์ที่ถูกซ่อน อย่างไรก็ตาม หลังระบบ Hide ถูกนำมาใช้งาน ทางทีมของ Facebook พบว่ามีคนจำนวนน้อยกด Hide ทุกโพสต์ที่อ่าน หลังการสอบสวนพบว่าคนเหล่านี้ไม่ได้ไม่ชอบโพสต์นั้น แต่มองว่าปุ่ม Hide เปรียบเสมือนปุ่ม "อ่านแล้ว" แทน ซึ่งทีมงานก็ต้องปรับอัลกอริทึมให้มองผู้ใช้กลุ่มนี้เป็นข้อยกเว้นพิเศษด้วย (ปุ่ม Hide พัฒนามาเป็นปุ่ม Unfollow และ See Less/First ในภายหลัง)


Engineering director Tom Alison, product director Adam Mosseri, and engineering director Lars Backstrom in the Saint Frank coffee shop in Facebook’s Building 20.

โดยสรุปแล้ว อัลกอริทึมของ
Facebook ต้องคำนวณจากปัจจัยจำนวนมากๆ ไม่มีปัจจัยใดมีน้ำหนักมากเป็นพิเศษ (ข้อมูลตรงนี้ไม่เปิดเผยเพราะเป็นความลับของบริษัท) ทั้งนี้ บริษัทยังปรับปรุงอัลกอริทึมตลอดเวลา โดยมีประชุมทีมจัดอันดับ News Feed เป็นประจำทุกสัปดาห์ และมีการประเมินผลอย่างละเอียดว่าปรับอัลกอริทึมแล้วเกิดผลอย่างไรบ้าง

ที่มา - Slate

ทำไม Facebook ลด Reach?


สมัย Facebook เพิ่งก่อตั้ง

สมัย Facebook ก่อตั้งใหม่ ๆ จำนวนผู้ใช้หรือ User งานยังน้อย จำนวนผู้ลงโฆษณาหรือ Advertiser ยังไม่มี ใครโพสต์อะไรไปก็เห็นกันแทบทุกโพสต์ ต่อมาเมื่อผู้ใช้งานมากขึ้นจึงเริ่มดึงดูดผู้ลงโฆษณาเข้ามา จำนวนการเห็นโพสต์ต่าง ๆ ก็เริ่มเยอะขึ้น ทั้งโพสต์ของเพื่อนและโพสต์โฆษณา แต่ในความเป็นจริง มนุษย์ทุกคนมีความสามารถในการยอมรับจำนวนโพสต์ได้เพียงระดับหนึ่ง หากมากกว่านั้นก็จะรำคาญและไม่อยากกลับมายัง Facebook อีก

คนใช้งานเยอะขึ้น News Feed ก็รกขึ้น

สิ่งที่ Facebook พยายามทำเสมอมาคือการ Personalize newsfeed ของผู้ใช้งานแต่ละคนให้ตรงตามความชอบ วัตถุประสงค์เพื่อดึงดูดคนกลับเข้ามายัง Facebook และอยู่บนแพลทฟอร์มของเขานาน ๆ ดังนั้น Facebook จึงมี Algorithm ในการเก็บข้อมูลผู้ใช้งานแต่ละคนอย่างละเอียดเพื่อคำนวณและป้อนข้อมูลที่เขาน่าจะอยากเห็นไปยัง Newsfeed ของคน ๆ นั้น

การเก็บข้อมูลส่วนนี้คำนวณจากกิจกรรมของผู้ใช้งานที่ Take action อาทิ

เลื่อนหน้าจอแล้วหยุดที่โพสต์ใด ๆ
คลิ๊กอ่านต่อ คลิ๊กที่รูป หรือคลิ๊กขยายหน้าจอวีดีโอเป็น Full screen
คลิ๊กลิงค์บนเว็บไซต์
คลิ๊กเข้าไปยังหน้าโปรไฟล์ของเพื่อน หรือของแฟนเพจ
กด Like, Share, Comment หรือไม่
คลิ๊ก Unfollow หรือ Hide Post
คลิ๊ก Report post/ profile/ page
ฯลฯ อีกมากมาย
สิ่งละอันพันละน้อยเหล่านี้กลายมาเป็นข้อมูลสำคัญที่ Facebook ใช้ในการทำ Personalization ให้เหมาะสำหรับแต่ละคน รวมไปถึงการพัฒนาการจัดอันดับความสำคัญในการแสดงผลป้อนไปยัง Newsfeed ต่าง ๆ และประเด็นสำคัญคือ ตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา  Facebook มีแนวโน้มลดอัตราการเข้าถึง หรือ Reach ของแฟนเพจต่าง ๆ ที่จากเดิมเริ่มต้นที่ 1% บัดนี้อาจลงไปแตะที่ 0% — สาเหตุเพราะสถิติและการสำรวจผู้ใช้งานบอกว่า เขาไม่ชอบโฆษณา!

จุดจบแฟนเพจ? ขายของบน ‘Social’ ต้องทำอย่างไร เมื่อ Facebook หั่น Reach เหลือ 0%

การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่เที่ยงแท้แน่นอน ไม่มีสิ่งไหนจีรังยั่งยืน ทุกอย่างเปลี่ยนไปตามกาลเวลา
แม้แต่ทฤษฎีบางอย่างก็ยังถูกลบล้างด้วยการค้นพบใหม่ ๆ แม้แต่ช่องทางที่คิดว่าสามารถทำเงินให้กับธุรกิจก็ยังซบเซา เครื่องมือบางอย่างสามารถทำยอดให้ขายให้ธุรกิจมากมาย กลับกลายเป็นช่องทางที่ต้องทบทวนกันอีกครั้ง ว่าเราจะทุ่มเทพลังและทรัพยากรทั้งหมดไปกับ 1 เครื่องมือ ที่มันไม่สามารถควบคุมได้หรือเปล่า?
ในกรณีนี้ ผมกำลังพูดถึง Facebook ที่ออกมาประกาศปรับ อัลกอริธึม (Algorithm) หรือค่าการแสดงข้อมูลบน News feed อย่างเป็นทางการ และกำลังเป็นข่าวดังไปทั่วโลกเมื่อปลายเดือน มิถุนายน 2016 ที่ผ่านมา
“เราสร้าง FACEBOOK มาเพื่อเชื่อมต่อกับผู้คนบนโลกออนไลน์ เพื่อนและครอบครัว ฟีดข่าวที่เราส่งไปนั้นยังคงใช้หลักการนี้ ลำดับความสำคัญหลักของเราคือเชื่อมต่อกับผู้คน สถานที่ และสิ่งที่ผู้คนต้องการ เริ่มต้นจากเพื่อนในเฟซบุ๊ค”

วันอังคารที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2560

50 ปีแห่ง “กฎของมัวร์” หลักการเบื้องหลังการพัฒนาทางเทคโนโลยีอย่างไม่หยุดยั้ง

 



กอร์ดอน มัวร์ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งอินเทล ได้กล่าวไว้เมื่อปี 2508 หรือสามปีก่อนการเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ว่าทรานซิสเตอร์ ซึ่งเป็นส่วนประกอบพื้นฐานสำคัญของชิปประมวลผลและทุกสิ่งทุกอย่างในโลกยุคดิจิทัล จะมีราคาถูกลงควบคู่ไปกับประสิทธิภาพที่เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในขณะนั้น เขาคาดไม่ถึงเลยว่าแนวคิดนี้จะเข้ามาปฏิวัติวงการเทคโนโลยีตลอดช่วงเวลา 50 ปีต่อมา จนกระทั่งกลายเป็นที่รู้จักในนามว่า กฎของมัวร์” (Moore’s Law)
รถยนต์:
ถ้ารถยนต์มีประสิทธิภาพในการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้นด้วยอัตราเดียวกันกับกฎของมัวร์ เราก็คงสามารถขับรถสักคันได้ตลอดชีวิตโดยไม่ต้องเติมน้ำมันอีกเลย และถ้าคุณเพิ่งจะซื้อรถคันใหม่ในวัย 40 ต้นๆ คุณก็คงจะใช้น้ำมันไม่ถึง ¼ ถังด้วยซ้ำ
·         หากรถยนต์มีขนาดเล็กลงด้วยอัตราเดียวกันกับทรานซิสเตอร์ รถของคุณในวันนี้ก็จะมีขนาดเท่ากับมด แถมยังเก็บยางอะไหล่ไว้ในกระเป๋าเสื้อคุณได้อีกหลายเส้น
อสังหาริมทรัพย์:
·         ถ้าราคาของตึกระฟ้าทั้งหลายลดลงด้วยอัตราเดียวกันกับกฎของมัวร์ เราจะสามารถเป็นเจ้าของอาคารสูงเสียดฟ้าได้ ในราคาที่ถูกกว่าคอมพิวเตอร์พีซีหนึ่งเครื่อง ด้วยราคาแบบนี้ ใครหลายคนก็คงอยากมีซูเปอร์คอมพิวเตอร์ของตัวเองไว้บนห้องเพ้นท์เฮาส์บนยอดตึกเลยทีเดียว ส่วนถ้าอาคารเหล่านี้มีความสูงที่เพิ่มขึ้นตามกฎของมัวร์ไปด้วย จะทำให้มีความสูงราว 35 เท่าของยอดเขาเอเวอเรสต์
·         ถ้าราคาบ้านพักอาศัยลดลงที่อัตราเดียวกัน เราก็สามารถซื้อบ้านใหม่ได้ในราคาที่เท่ากับลูกอมเม็ดเดียวเท่านั้น!
การเดินทางทางอากาศ:
·         โครงการอพอลโลใช้งบประมาณกว่า 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐในการส่งมนุษย์ไปยังดวงจันทร์ ถ้าราคาของเทคโนโลยีทุกประเภทลดลงตามกฎของมัวร์ โครงการนี้จะมีราคาในปัจจุบันเท่ากับเครื่องบินส่วนตัวลำเล็กหนึ่งลำเท่านั้น
·         เมื่อปี 2512 นักบินอวกาศใช้เวลาเดินทางไปดวงจันทร์สามวันเต็ม หากความเร็วนี้เปลี่ยนแปลงไปตามกฎของมัวร์ เส้นทางนี้จะกินเวลาเพียงหนึ่งนาทีเท่านั้นในปัจจุบัน
·         ถ้าคุณต้องบินจากนิวซีแลนด์ไปนิวยอร์ค เครื่องของคุณจะเดินทางถึงที่หมายภายในระยะเวลาที่คุณนั่งลงแล้วรัดเข็มขัดนิรภัย ไม่เหลือเวลาให้คุณได้นั่งทานขนมระหว่างทางเลย
อุปกรณ์ไอทีต่างๆ ที่เราใช้งานกันอยู่ทุกวันนี้มีชิปประมวลผลเป็นหัวใจหลัก ซึ่งชิปเหล่านี้ก็สร้างมาจากทรานซิสเตอร์นั่นเอง กฎของมัวร์ทำให้อุปกรณ์เหล่านี้มีราคาที่ถูกลง ควบคู่ไปกับสมรรถนะและการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น จนกลายเป็นสิ่งที่เราขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวัน ของใช้อย่างโทรศัพท์และนาฬิกาได้พัฒนาจนกลายเป็นอุปกรณ์อัจฉริยะไปแล้ว ขณะที่รถยนต์ก็เป็นเสมือนคอมพิวเตอร์เคลื่อนที่
·         ถ้าสมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ที่ใช้ชิปของอินเทลย้อนกลับไปใช้เทคโนโลยีจากปี 2514      ชิปประมวลผลของสมาร์ทโฟนเครื่องนี้จะมีขนาดเท่ากับช่องจอดรถหนึ่งคัน และการถ่ายเซลฟี่คงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
·         เมื่อเทียบกับชิปประมวลผล อินเทล® 4004 ซึ่งเป็นชิปรุ่นแรกของอินเทล จะพบว่าชิปเทคโนโลยี 14 นาโนเมตร ในปัจจุบันมีสมรรถนะสูงกว่าถึง 3,500 เท่า ใช้พลังงานคุ้มค่ากว่า 90,000 เท่า และมีราคาถูกกว่าถึง 60,000 เท่า
อย่างไรก็ดี กฎของมัวร์ไม่ใช่กฎที่เป็นไปตามธรรมชาติ หากแต่เป็นเป้าหมายที่เราต้องรวมพลังกันเพื่อก้าวไปให้ถึง ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถเอาชนะอุปสรรคทางฟิสิกส์ให้ได้ ทุกวันนี้ อินเทลสามารถผลิตทรานซิสเตอร์ได้มากถึง 10,000 ล้านตัวในทุกๆ วินาที เพื่อสร้างเป็นชิปที่ขับเคลื่อนอุปกรณ์อันสุดมหัศจรรย์ที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้นับพันล้านคนทั่วโลก
·         ทรานซิสเตอร์ในยุคแรกมีขนาดเท่ากับยางลบที่ปลายดินสอ แต่ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีภายใต้กฎของมัวร์ เราจึงสามารถจัดวางทรานซิสเตอร์แบบไทร-เกต (tri-gate) กว่า 6 ล้านตัวไว้ในพื้นที่เท่ากับจุดเพียงจุดเดียวบนหน้ากระดาษ
·         ปัจจุบันนี้ ทรานซิสเตอร์มีขนาดเล็กมากจนไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า โดยหากขยายให้ทรานซิสเตอร์แต่ละตัวสามารถมองเห็นได้ ขนาดของชิปประมวลผลก็จะใหญ่เท่ากับบ้านหนึ่งหลังเลยทีเดียว

วันอังคารที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2560

คุณเป็นคนแบบไหน เสือ สุนัข หรือควาย

นานมาแล้วมีการแชร์ต่อเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับการบริหารจัดการคนของชาวจีน โดยแบ่งคนออกเป็น 3 ประเภท เสือ สุนัข และควาย

คน 3 ประเภท

เสือ

โดยธรรมชาติคือนักล่า ไม่ต้องสอนให้เขาล่าเหยื่อ พวกเขาแค่ต้องการพื้นที่สำหรับวิ่ง


ควาย

แข็งแกร่ง และอดทนโดยธรรมชาติ มีพละกำลังเหลือเฟือ แต่คิดเองไม่เป็น ต้องการคนพาเขาไปไถนา

สุนัข

มีความจงรักภักดีสูง คอยอยู่ข้างกายเป็นคนสนิท แต่ไม่ค่อยได้ประโยชน์อะไรมากนัก เพราะดีแต่เห่า บ้างมีความดุร้าย คอยปกป้องผลประโยชน์ให้ได้บ้าง

บริหารคนผิด

คนที่ต้องบริหารคนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ สลับการจัดการมั่วไปหมด ใช้เสือไปทำงานอย่างควาย ใช้สุนัขทำงานเสือ และใช้ควายทำงานสุนัข
หรือใช้เสือไปเฝ้าบ้านอย่างสุนัข แล้วไม่เข้าใจทำไมเลี้ยงไม่เคยเชื่องทั้งที่ให้ความสนิทสนมมากเหลือเกินเพราะ เสือ พวกเขาไม่ต้องการคนคอยประคบประหงม แต่ต้องการเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ ให้คอยออกล่าอยู่เสมอ ยิ่งท้าทายยิ่งชอบ
พอคุณไม่รู้จักบริหารจัดการเสืออย่างเข้าใจธรรมชาติแท้จริง วันนึงที่เสือผละออกจากอ้อมอก ก็เอาแต่ตัดพ้อว่าเลี้ยงไม่เชื่อง ทั้งที่ไม่รู้เลยว่าเสือนั้นไม่ได้มีไว้ให้เลี้ยงเหมือนสุนัข
สุนัข ให้ออกล่าเหยื่อแบบเสือ เขาก็ทำได้บางโอกาส แต่มันไม่ใช่โดยสัญชาตญาณ จึงไม่ได้ผลลัพธ์เหมือนอย่างที่เสือทำ สุนัขถนัดดูแลความเป็นอยู่ข้างกายคุณมากกว่า ออกไปวิ่งตามทุ่งหญ้าเพื่อล่าเหยื่อโอชะกลับมา
ให้ควายทำงานสุนัข พวกเขาก็ทำได้ไม่ดี เอาอกเอาใจใครไม่เก่งนัก เพราะไม่มีคนสอน อาจเรียนรู้ได้ตามประสบการณ์ เลียเจ้านายเหมือนสุนัขตัวอื่นได้ แต่มันแข็ง ๆ ไม่เป็นธรรมชาติ
การใช้คนให้เหมาะสมกับธรรมชาติของพวกเขาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด