วันอังคารที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2560

50 ปีแห่ง “กฎของมัวร์” หลักการเบื้องหลังการพัฒนาทางเทคโนโลยีอย่างไม่หยุดยั้ง

 



กอร์ดอน มัวร์ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งอินเทล ได้กล่าวไว้เมื่อปี 2508 หรือสามปีก่อนการเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ว่าทรานซิสเตอร์ ซึ่งเป็นส่วนประกอบพื้นฐานสำคัญของชิปประมวลผลและทุกสิ่งทุกอย่างในโลกยุคดิจิทัล จะมีราคาถูกลงควบคู่ไปกับประสิทธิภาพที่เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในขณะนั้น เขาคาดไม่ถึงเลยว่าแนวคิดนี้จะเข้ามาปฏิวัติวงการเทคโนโลยีตลอดช่วงเวลา 50 ปีต่อมา จนกระทั่งกลายเป็นที่รู้จักในนามว่า กฎของมัวร์” (Moore’s Law)
รถยนต์:
ถ้ารถยนต์มีประสิทธิภาพในการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้นด้วยอัตราเดียวกันกับกฎของมัวร์ เราก็คงสามารถขับรถสักคันได้ตลอดชีวิตโดยไม่ต้องเติมน้ำมันอีกเลย และถ้าคุณเพิ่งจะซื้อรถคันใหม่ในวัย 40 ต้นๆ คุณก็คงจะใช้น้ำมันไม่ถึง ¼ ถังด้วยซ้ำ
·         หากรถยนต์มีขนาดเล็กลงด้วยอัตราเดียวกันกับทรานซิสเตอร์ รถของคุณในวันนี้ก็จะมีขนาดเท่ากับมด แถมยังเก็บยางอะไหล่ไว้ในกระเป๋าเสื้อคุณได้อีกหลายเส้น
อสังหาริมทรัพย์:
·         ถ้าราคาของตึกระฟ้าทั้งหลายลดลงด้วยอัตราเดียวกันกับกฎของมัวร์ เราจะสามารถเป็นเจ้าของอาคารสูงเสียดฟ้าได้ ในราคาที่ถูกกว่าคอมพิวเตอร์พีซีหนึ่งเครื่อง ด้วยราคาแบบนี้ ใครหลายคนก็คงอยากมีซูเปอร์คอมพิวเตอร์ของตัวเองไว้บนห้องเพ้นท์เฮาส์บนยอดตึกเลยทีเดียว ส่วนถ้าอาคารเหล่านี้มีความสูงที่เพิ่มขึ้นตามกฎของมัวร์ไปด้วย จะทำให้มีความสูงราว 35 เท่าของยอดเขาเอเวอเรสต์
·         ถ้าราคาบ้านพักอาศัยลดลงที่อัตราเดียวกัน เราก็สามารถซื้อบ้านใหม่ได้ในราคาที่เท่ากับลูกอมเม็ดเดียวเท่านั้น!
การเดินทางทางอากาศ:
·         โครงการอพอลโลใช้งบประมาณกว่า 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐในการส่งมนุษย์ไปยังดวงจันทร์ ถ้าราคาของเทคโนโลยีทุกประเภทลดลงตามกฎของมัวร์ โครงการนี้จะมีราคาในปัจจุบันเท่ากับเครื่องบินส่วนตัวลำเล็กหนึ่งลำเท่านั้น
·         เมื่อปี 2512 นักบินอวกาศใช้เวลาเดินทางไปดวงจันทร์สามวันเต็ม หากความเร็วนี้เปลี่ยนแปลงไปตามกฎของมัวร์ เส้นทางนี้จะกินเวลาเพียงหนึ่งนาทีเท่านั้นในปัจจุบัน
·         ถ้าคุณต้องบินจากนิวซีแลนด์ไปนิวยอร์ค เครื่องของคุณจะเดินทางถึงที่หมายภายในระยะเวลาที่คุณนั่งลงแล้วรัดเข็มขัดนิรภัย ไม่เหลือเวลาให้คุณได้นั่งทานขนมระหว่างทางเลย
อุปกรณ์ไอทีต่างๆ ที่เราใช้งานกันอยู่ทุกวันนี้มีชิปประมวลผลเป็นหัวใจหลัก ซึ่งชิปเหล่านี้ก็สร้างมาจากทรานซิสเตอร์นั่นเอง กฎของมัวร์ทำให้อุปกรณ์เหล่านี้มีราคาที่ถูกลง ควบคู่ไปกับสมรรถนะและการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น จนกลายเป็นสิ่งที่เราขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวัน ของใช้อย่างโทรศัพท์และนาฬิกาได้พัฒนาจนกลายเป็นอุปกรณ์อัจฉริยะไปแล้ว ขณะที่รถยนต์ก็เป็นเสมือนคอมพิวเตอร์เคลื่อนที่
·         ถ้าสมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ที่ใช้ชิปของอินเทลย้อนกลับไปใช้เทคโนโลยีจากปี 2514      ชิปประมวลผลของสมาร์ทโฟนเครื่องนี้จะมีขนาดเท่ากับช่องจอดรถหนึ่งคัน และการถ่ายเซลฟี่คงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
·         เมื่อเทียบกับชิปประมวลผล อินเทล® 4004 ซึ่งเป็นชิปรุ่นแรกของอินเทล จะพบว่าชิปเทคโนโลยี 14 นาโนเมตร ในปัจจุบันมีสมรรถนะสูงกว่าถึง 3,500 เท่า ใช้พลังงานคุ้มค่ากว่า 90,000 เท่า และมีราคาถูกกว่าถึง 60,000 เท่า
อย่างไรก็ดี กฎของมัวร์ไม่ใช่กฎที่เป็นไปตามธรรมชาติ หากแต่เป็นเป้าหมายที่เราต้องรวมพลังกันเพื่อก้าวไปให้ถึง ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถเอาชนะอุปสรรคทางฟิสิกส์ให้ได้ ทุกวันนี้ อินเทลสามารถผลิตทรานซิสเตอร์ได้มากถึง 10,000 ล้านตัวในทุกๆ วินาที เพื่อสร้างเป็นชิปที่ขับเคลื่อนอุปกรณ์อันสุดมหัศจรรย์ที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้นับพันล้านคนทั่วโลก
·         ทรานซิสเตอร์ในยุคแรกมีขนาดเท่ากับยางลบที่ปลายดินสอ แต่ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีภายใต้กฎของมัวร์ เราจึงสามารถจัดวางทรานซิสเตอร์แบบไทร-เกต (tri-gate) กว่า 6 ล้านตัวไว้ในพื้นที่เท่ากับจุดเพียงจุดเดียวบนหน้ากระดาษ
·         ปัจจุบันนี้ ทรานซิสเตอร์มีขนาดเล็กมากจนไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า โดยหากขยายให้ทรานซิสเตอร์แต่ละตัวสามารถมองเห็นได้ ขนาดของชิปประมวลผลก็จะใหญ่เท่ากับบ้านหนึ่งหลังเลยทีเดียว

กฎของมัวร์ได้จุดประกายจิตวิญญาณแห่งการสร้างสรรค์นวัตกรรม อันเป็นเครื่องผลักดันการพัฒนาทางเทคโนโลยีให้โลกของเราก้าวล้ำต่อไป โดยนักประดิษฐ์รุ่นใหม่ นักวิทยาศาสตร์ แพทย์ และนักคิดมากมายจะคิดค้นสิ่งมหัศจรรย์ที่น่าทึ่งมาให้เราได้เห็นกันอีกมากมายในอนาคต
*ในปี 2514 อินเทลเปิดตัวชิปประมวลผลรุ่นแรกของโลกกับอินเทล®4004 ซึ่งในการอธิบายกฎของมัวร์นั้น เป็นการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของชิปประมวลผลรุ่นดังกล่าวกับชิปประมวลผล อินเทล® คอร์™ i5 รุ่นปัจจุบัน

           

วันอังคารที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2560

คุณเป็นคนแบบไหน เสือ สุนัข หรือควาย

นานมาแล้วมีการแชร์ต่อเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับการบริหารจัดการคนของชาวจีน โดยแบ่งคนออกเป็น 3 ประเภท เสือ สุนัข และควาย

คน 3 ประเภท

เสือ

โดยธรรมชาติคือนักล่า ไม่ต้องสอนให้เขาล่าเหยื่อ พวกเขาแค่ต้องการพื้นที่สำหรับวิ่ง

ควาย


แข็งแกร่ง และอดทนโดยธรรมชาติ มีพละกำลังเหลือเฟือ แต่คิดเองไม่เป็น ต้องการคนพาเขาไปไถนา

สุนัข

มีความจงรักภักดีสูง คอยอยู่ข้างกายเป็นคนสนิท แต่ไม่ค่อยได้ประโยชน์อะไรมากนัก เพราะดีแต่เห่า บ้างมีความดุร้าย คอยปกป้องผลประโยชน์ให้ได้บ้าง

บริหารคนผิด

คนที่ต้องบริหารคนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ สลับการจัดการมั่วไปหมด ใช้เสือไปทำงานอย่างควาย ใช้สุนัขทำงานเสือ และใช้ควายทำงานสุนัข
หรือใช้เสือไปเฝ้าบ้านอย่างสุนัข แล้วไม่เข้าใจทำไมเลี้ยงไม่เคยเชื่องทั้งที่ให้ความสนิทสนมมากเหลือเกิน
เพราะ เสือ พวกเขาไม่ต้องการคนคอยประคบประหงม แต่ต้องการเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ ให้คอยออกล่าอยู่เสมอ ยิ่งท้าทายยิ่งชอบ
พอคุณไม่รู้จักบริหารจัดการเสืออย่างเข้าใจธรรมชาติแท้จริง วันนึงที่เสือผละออกจากอ้อมอก ก็เอาแต่ตัดพ้อว่าเลี้ยงไม่เชื่อง ทั้งที่ไม่รู้เลยว่าเสือนั้นไม่ได้มีไว้ให้เลี้ยงเหมือนสุนัข
สุนัข ให้ออกล่าเหยื่อแบบเสือ เขาก็ทำได้บางโอกาส แต่มันไม่ใช่โดยสัญชาตญาณ จึงไม่ได้ผลลัพธ์เหมือนอย่างที่เสือทำ สุนัขถนัดดูแลความเป็นอยู่ข้างกายคุณมากกว่า ออกไปวิ่งตามทุ่งหญ้าเพื่อล่าเหยื่อโอชะกลับมา
ให้ควายทำงานสุนัข พวกเขาก็ทำได้ไม่ดี เอาอกเอาใจใครไม่เก่งนัก เพราะไม่มีคนสอน อาจเรียนรู้ได้ตามประสบการณ์ เลียเจ้านายเหมือนสุนัขตัวอื่นได้ แต่มันแข็ง ๆ ไม่เป็นธรรมชาติ
การใช้คนให้เหมาะสมกับธรรมชาติของพวกเขาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ขงจื๊อสอนเรื่องการใช้คน

ย้อนไปเมื่ออดีตกาล ขงจื๊อ ปราชญ์ชาวจีนเคยกล่าวไว้ว่า การใช้คนนั้นมีหลักอยู่ควรจำแนกให้ออกดังนี้

เมื่อเจอคนฉลาดและมีความขยัน

ควรส่งเสริมคนเหล่านี้ให้เติบใหญ่ จะบริหารบ้านเมืองได้อย่างดีเยี่ยม

เมื่อเจอคนฉลาดแต่ขี้เกียจ

ควรเก็บพวกเขาไว้เป็นที่ปรึกษา เพราะคนเหล่านี้ไม่ถนัดลงมือทำเอง จึงเหมาะกับการให้คำแนะนำอยู่ข้างกายเสียมากกว่า

เมื่อเจอคนโง่และขี้เกียจ

คนเหล่านี้ไม่มีอนาคต แต่ยังพอบังคับไล่จี้ให้ทำงานหลวงได้บ้าง เมื่อพวกเขาโง่ จึงจำเป็นต้องมีคนคอยสั่งสอนอยู่เคียงข้าง

เมื่อเจอคนโง่แต่ขยัน

คนเหล่านี้ควรนำไปตัดหัวเสีย เพราะจะทำให้บ้านเมืองพังพินาศจากความไม่รู้ แล้วยังมีความพยายามในการทำสิ่งที่ไม่รู้ไม่เข้าใจ ซึ่งส่วนใหญ่ผิดพลาด ให้เจริญงอกเงย ต้องคอยตามล้างตามเช็ดกันอยู่เรื่อยไป
จะเห็นได้ว่าขงจื๊อท่านยกคนฉลาดและขยันให้เหนือสุด จึงเป็นสิ่งที่เราเองควรยกระดับตนเองให้เป็นคนฉลาด เหนือจากคนโง่ที่จะโดนนำไปตัดหัวในท้ายที่สุด
เปลี่ยนแปลงตนเองให้เป็นเสือ และคนฉลาด
ชะตาชีวิตนั้นเราเป็นคนกำหนด หาใช่แต่ฟ้าดินไม่
เมื่อคุณมีความตั้งใจมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงตนเองจากสุนัขหรือควาย ไปเป็นเสือแล้ว การลงมือทำอย่างไม่ยอมแพ้เป็นสิ่งสำคัญ
เพราะอยู่ดี ๆ จะแปลงร่างกลายเป็นเสือได้ทันที เห็นว่าจะเป็นเรื่องเกินจริง แต่ต้องใช้ความพยายามในการพัฒนาตนเองอย่างหนัก หมั่นสร้างสัญชาตญาณแห่งความหิวโหย ดมกลิ่นล่าเหยือขึ้นมา นำเอาอุปนิสัยของเสือมาปรับใช้

อุปนิสัยของเสือ


เสือมีอุปนิสัยเฉพาะตัวดังต่อไปนี้

  1. มองเห็นโอกาส
  2. ไล่ล่าอย่างไม่หยุดยั้ง
  3. ทำอะไรรวดเร็วไม่รีรอ
  4. ไม่เคยปล่อยโอกาสให้หลุดมือ
  5. ทำสิ่งที่ควรทำไม่ต้องรอให้ใครมาบอก
  6. สงบนิ่งยามจำเป็น
  7. หิวกระหายความสำเร็จอยู่เสมอ
สิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้เสือแตกต่างจากสุนัข และควาย คือพวกเขามีความกระตือรือร้นในการล่าสูง ใช้เวลาทุกนาทีอย่างคุ้มค่าในเป้าหมาย และมุ่งมั่นทุ่มเทจนกว่าจนกว่าจะสำเร็จ

ก่อนจะเป็นคนฉลาด

ไม่มีใครเกิดมาแล้วฉลาดได้ทันที
จากผลวิจัยพบว่าคนส่วนใหญ่มองความฉลาดจากผลของการกระทำ หาใช่เรื่องของไอคิวแต่เพียงอย่างเดียว
เพราะฉะนั้นแล้วหากคุณอยากจะพัฒนาตนเองให้เป็นคนฉลาด รอดจากการโดนตัดหัว ควรจะมุ่งมั่นทุ่มเทพัฒนาตนเองอย่างยิ่งที่สุด

แนวทางในการพัฒนาตนเองอย่างคนฉลาด

อย่างแรกเลยที่จะลืมเสียไม่ได้ คือการหมั่นหาความรู้เข้าตัว
ความรู้แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ ความรู้จากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิต และความรู้ภายนอกจากการศึกษา
การจะรอแต่ความรู้ที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ อาจไม่ทั่วถึงทุกทักษะที่ต้องการ และเสียเวลาโดยใช่เหตุ การหาความรู้จากการศึกษาเอาเองจึงเป็นสิ่งที่ควรทำ

นักปราชญ์ชอบอ่านหนังสือ

ปราชญ์กับหนังสือเป็นของคู่กัน หากคุณอยากพัฒนาตนเองให้มีความฉลาดมากยิ่งขึ้น ควรฝึกนิสัยแห่งการอ่านตั้งแต่ตอนนี้ ยิ่งอ่านเยอะยิ่งมีประโยชน์
หากแต่อ่านหนังสือเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ต้องเป็นคนที่นำความรู้ไปสู่การลงมือทำด้วย

สรุป

หากคุณอยากเป็นเจ้าแห่งทุกสิ่ง ควรฝึกปรือให้ตนเองเป็นอย่างเสือ ที่โลดแล่นได้ในทุกจังหวะ และโอกาส ถึงแม้ตอนนี้ยังเป็นไม่ได้ หรือความสามารถยังไม่ถึง อย่าท้อแท้ แล้วยอมรับชะตาชีวิตตัวเองแต่โดยดี ว่าเป็นได้แค่ ควาย หรือสุนัข
ขอจงจำไว้..หากมีความพยายามอย่างแท้จริง คุณจะพัฒนาเป็นเสือ และคนฉลาดได้ในท้ายที่สุดอย่างแน่นอน

วันพฤหัสบดีที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

7 สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้จากวิถี นกอินทรีย์

1. นกอินทรี บินเดี่ยว และบินสูง
เมื่อคุณต้องการก้าวไปข้างหน้า อย่าปล่อยให้ทัศนะติแย่ๆ จากคนแย่ๆรอบตัวมาเป็นอุปสรรค จริงอยู่ทีมเวอร์กเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าหากคุณไม่มีทีมที่ดี ก็จงล่าเหยื่อแบบพญาอินทรี
2. นกอินทรี เป็นสัตว์ที่มีสายตาแหลมคมที่สุด
นกอินทรี สามารถมองเห็นกระต่ายที่อยู่ห่างออกไปเกือบสองกิโลเมตร คุณเองก็เช่นเดียวกัน ฝึกฝนให้ตนเองมองเห็นเป้าหมายระยะไกล และจับจ้องไว้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม
3. นกอินทรี ไม่กลัวกระแสลมแรง
นกอินทรีใช้แรงลมให้ตัวเองบินได้สูงขึ้น คุณก็เช่นกัน จงทำให้อุปสรรคกลายเป็นแรงลม ช่วยให้คุณบินได้สูงขึ้น
4. นกอินทรีตัวเมีย ทดสอบก่อนเลือกคู่ครอง
นกอินทรีตัวเมีย มีวิธีการเลือกคู่ที่น่าสนใจมาก มันจะคาบกิ่งไม้เล็กๆ แล้วบินขึ้นสูง ในขณะที่ตัวผู้ที่มาจีบจะบินต่ำกว่า จากนั้นตัวเมียจะปล่อยกิ่งไม้ลงมา ตัวผู้จะต้องโฉบไปจับกิ่งไม้ให้ได้ ตัวเมียจะทดสอบจนกว่าตัวผู้ตัวนั้นจะจับกิ่งไม้ได้ครบ 3 ครั้ง
เหตผลที่ตัวเมียใช้วิธีทดสอบแบบนี้ จะอธิบายไว้ในข้อ 6
คุณเองก็เช่นกัน อย่าทำตัวง่ายเหมือนคนราคาถูก ทดสอบจนแน่ก่อน ก่อนจะฝากความหวังไว้ที่ใคร และต้องมีแผนสำรองช่วยชีวิตเสมอ
5. นกอินทรี กินเนื้อสด
นกอินทรีไม่กินซากสัตว์ที่ตายแล้ว คุณเองก็เช่นกัน ใช้ข้อมูลและความรู้ที่ใหม่สด
6. นกอินทรี สอนให้ลูกลำบาก
เหตผลที่ตัวเมียใช้วิธีเลือกคู่โดยการคาบกิ่งไม้นั้น ก็เพื่อให้แน่ใจได้ว่า พ่อนกจะรับผิดชอบหน้าที่สำคัญตอนฝึกบินลูกน้อย เมื่อลูกนกถึงเวลาฝึกบิน แม่นกจะคาบลูกนกที่จะหัดบินใส่หลัง แล้วบินขึ้นสูงไปบนท้องฟ้า จากนั้นจะสลัดให้ลูกนกให้หล่นลงมา พ่อนกมีหน้าที่รับผิดชอบ คอยโฉบเข้าไปรับตัวลูกนกหากว่าลูกนกบินไม่สำเร็จ พ่อนกและแม่นกจะทำอย่างนี้จนกว่าลูกนกจะสามารถบินได้เอง
คุณเองก็เช่นเดียวกัน ให้ตัวเองและทีมผ่านความยากลำบากในตอนต้น จนกว่าจะเป็นพญาอินทรีบนเวหา
7. นกอินทรี ปรับโครงสร้างตัวเองใหม่หลังอายุ 40
เมื่ออายุถึง 40 ปี นกอินทรีจะถอนขนปีกตัวเองออก ถอดจงอยปากและเล็บเดิมออก และรอเวลาสิ่งเหล่านี้งอกใหม่ และจากนั้นนกอินทรีจะออกบินล่าเหยื่ออีกครั้ง และใช้ชีวิตต่อไปอีก 30 ปี
คุณเองก็เช่นเดียวกัน เขี้ยวเล็บงอกใหม่ได้เสมอ และมันจะเฉียบคมกว่าเก่าแน่นอน
-----------------------------------

วันจันทร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2560

"เราไม่ได้ทำอะไรผิด แต่เราก็สูญเสีย"



CEO ของ Nokia กล่าวทั้งน้ำตาว่า "เราไม่ได้ทำอะไรผิด แต่เราก็สูญเสีย" โลกมันเปลี่ยนไปเร็วมากจนตามไม่ทัน
5 ข้อคิดที่ได้จากบทเรียนของ Nokia
1. ถ้าคุณหยุดการเรียนรู้ คุณก็จะตามคนอื่นไม่ทัน

2.โลกมันเปลี่ยนไปเร็วมากและจะเร็วกว่าที่คุณคาดไว้เยอะ "ห้ามหยุดที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ"
3. อย่ายึดติดกับความสำเร็จของเมื่อวานเพราะความสำเร็จของวันวานจะถูกแทนที่ด้วยเทรนด์ใหม่
ของวันพรุ่งนี้

4. แม้คุณจะไม่ได้ทำอะไรผิดแต่ถ้าคู่แข่งเค้าก้าวไปล้ำกว่าคุณและถูกใจผู้บริโภคมากกว่า
แล้วคุณไม่รีบปรับตัวคุณก็จะโดนเขี่ยออกจากตลาดในที่สุด

5. กลยุทธ์หรือแผนการที่คุณมีในวันนี้ไม่ได้แปลว่ามันจะเปลี่ยนไม่ได้ อะไรที่ควรปรับ เราต้องปรับ
เพื่อให้ตามกระแสโลกได้ทันอย่าปล่อยให้เหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นกับคุณ....!!!

วันอาทิตย์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2560

20 ประโยคแทงใจดำ รีบทำถ้าอยากเปลี่ยนแปลง

ถ้าเอ่ยชื่อของ Jim Rohn คุณอาจไม่ค่อยคุ้นนัก แต่ถ้าคุณชอบอ่านหนังสือ How-To ชอบเรียนรู้แนวคิดของบุคคลที่ประสบความสำเร็จ Jim Rohn เป็นอีกหนึ่งคนที่คุณต้องศึกษา
Jim Rohn เกิดในครอบครัวชาวไร่ ชาวนา แต่ก็สามารถผลักดันตัวเองขึ้นมาจนเป็นนักธุรกิจ และสร้างชื่อจนเป็นที่รู้จักในฐานะ นักพูดสร้างแรงบันดาลใจ และถึงแม้ว่าเขาจะจากโลกนี้ไปแล้ว แต่คำพูด และแนวคิดของเขายังคงเป็นประโสยชน์ สำหรับนักธุรกิจ และคนที่อยากพัฒนาตัวเอง

1.อย่าหวังให้ชีวิตง่ายขึ้น หวังให้ตัวคุณดีขึ้น อย่าหวังให้ปัญหาน้อยลง หวังให้ตัวคุณมีความสามารถมากขึ้น อย่าหวังให้ความท้าทายน้อยลง หวังให้คุณฉลาดขึ้น
“Don’t wish it was easier, wish you were better. Don’t wish for less problems, wish for more skills. Don’t wish for less challenges, wish for more wisdom.”

2. ช่างน่าเศร้า ที่เห็นคนเป็นพ่อมีเงินแต่ไม่มีความสุข เขาเรียนรู้การหาเงิน แต่ไม่เรียนรู้การหาความสุข
“How sad to see a father with money and no joy. The man studied economics, but never studied happiness.”

3. เวลา 1 วัน แพงมาก เมื่อคุณใช้เวลาไป 1 วัน นั่นหมายความว่า คุณมีเวลาน้อยลง 1 วันให้ใช้ ดังนั้นจงใช้ให้คุ้มค่าที่สุด
“Days are expensive. When you spend a day you have one less day to spend. So make sure you spend each one wisely.”

วันจันทร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2560

10 ข้อคิดล้ำค่าจากคุณวิกรม กรมดิษฐ์



1. 'เงินเดือนเสี่ยงสุด' ..พอเกษียณแล้วไม่มีเงินเดือน แถมเดี๋ยวนี้เงินก้อนหลังเกษียณแทบไม่มี เพราะมันเป็นค่าใช้จ่ายที่บริษัทต้องตัดเป็นอย่างแรกเมื่อต้องการลดต้นทุนธุรกิจ

2. 'ยุคนี้อายุเราโคตรยืน' ..ด้วยการแพทย์ปัจจุบัน คุณจะอยู่กันเป็น 100 ลองคำนวณซิว่าเมื่อไหร่เงินเก็บที่คุณมีจะ 'สลดเพราะใช้เงินหมดก่อนตาย'

3. 'ลูกหลานเลี้ยงดูเราไม่ได้' ไม่ใช่ลูกหลานไม่กตัญญู แต่ตัวมันเองยังเอาตัวไม่รอด จะเอาปัญญาที่ไหนมาดูแลคนเกษียณอย่างเรา -- อย่าทำตัวเราให้เป็นภาระเพราะวิกฤตเกิดประจำ

4. 'ไม่รู้จักคำว่า Passive Income' ..คำนี้สวรรค์ชัดๆ สำหรับคนที่มี ..Passive Income คือเงินที่ไหลเข้ามาหาเราเรื่อยๆ แม้ว่าเราจะหยุดทำงาน หรือ แม้กระทั่งป่วย เงินนี้ก็ยังไหลเข้ามา ...การสร้าง Passive Income มันเกิดจากการลงทุนแบบซื้อของที่มูลค่าสร้างรายได้แบบไม่ขายสิ่งนั้นชั่ว ชีวิต เช่น ออมในหุ้น ออมในอสังหาให้เช่า

5. 'เงินก้อนที่คุณเก็บ รักษายากที่สุด' ..จะมีวิกฤตเศรษฐกิจ เกิดขึ้นอีกหลายครั้งหลังเกษียณ ..เศรษฐกิจยุคปัจจุบันผันผวนน่ากลัว และเกิดวิกฤตแรงและเกิดถี่ขึ้นเรื่อยๆ ..การที่คนส่วนใหญ่ลงทุนแต่ระยะสั้น หรือ มุ่งแต่เก็บเงินก้อน คุณซวย!! เพราะเงินก้อนรักษายากที่สุด .. ต้องเงินไหล หรือ Passive Income ต่างหากที่ดูแลเราจนตาย

วันเสาร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2560

เทคนิคการทำ Content Marketing ให้ประสบความสำเร็จ

จริงอยู่ว่าการทำ Content Marketing ไม่มีหลักตายตัว แต่มันมี 5 Factor สำคัญที่ทุกคนต้องรู้ไว้เพื่อให้ Content ออกมาดีค่ะ นั่นคือ
  1. Content ต้องเพลิดเพลิน – ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาวิชาการยังไง ถ้าอยากให้ Content มีคนดูเยอะก็ต้องปรับให้น่าสนใจนะคะ ตัวอย่างเช่น คนส่วนใหญ่ไม่อยากนั่งดูคลิปสอนภาษาอังกฤษที่มีอาจารย์ใส่สูทมายืนสอนหน้ากระดาษเสียงเรียบ ๆ แต่อยากดูคลิปสอนภาษาอังกฤษที่อาจารย์แต่งตัวแรง ๆ สอนแบบตลก ๆ
  2. Content ต้องเกี่ยวข้องกับกลุ่มเป้าหมาย – การเลือกเนื้อหาให้เกี่ยวข้องนั้นสำคัญมาก มีหลายครั้งที่แบรนด์เน้นทำเนื้อหาตลกอย่างเดียว แต่ไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มเป้าหมายเลยแม้แต่น้อย ซึ่งถึงแม้จะได้ยอดวิวเยอะ ก็จะได้จากกลุ่มคนที่เราไม่ต้องการ และไม่มาซื้อสินค้าเราอยู่แล้ว